วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ภาพของการโอบกอดกันกลมของอดีตผู้นำไทยกับผู้นำกัมพูชาที่ผ่านมานั้น ถ้าจะถือเป็นตัวเร่งกระแสรักชาติ คลั่งชาติ และทรยศชาติก็เป็นเรื่องที่จะมองกันได้ในทุกมุม ที่สำคัญคือมุมที่มองนั้น ถูกทุกฝ่ายนำมาขยายผลให้กลายเป็นปมขัดแย้งเพื่อสร้างประโยชน์ทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อคิดจะนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง
หลังการโอบกอดผ่านไปสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียไป คือ ผลประโยชน์นับเป็นเม็ดเงินไม่น้อยกว่าสี่หมื่นล้านบาท ต้องบอกว่าบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตด้านอื่นๆ พลอยได้ผลกระทบไปตามๆ กัน
สถานการณ์กำลังจะเดินไปถึงจุดเดิมเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ตอนนี้ แต่หากเกิดขึ้นซ้ำอีก ก็ถือว่าเป็นความโหดร้ายที่คนไทยอาจต้องเผชิญก็แล้วกัน
อีกทั้งกระแสการแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้ ก็ยังตอบไม่ได้ว่ารัฐธรรมแบบไหนจะถึงใจไทยแลนด์ แต่ที่แน่ๆ การโหมโรงแก้รัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าเต็มที่ แต่ก็มองเห็นฝั่งยากเต็มทน
ความจริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้วสารพัดนึกจะแก้ได้ทุกปัญหา มันอยู่ที่คน อยู่ที่นักการเมืองที่เป็นผู้เล่น ประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกจะมีจริยธรรมและจิตสำนึกแค่ไหน หากคนใช้ไม่ได้เรื่อง ต่อให้แก้อีกสักครั้งๆ ก็หาเกิดประโยชน์อันใดไม่
โดยทั่วไปแล้วเรารู้กันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบ และหลักการในการจัดการปกครอง การใช้อำนาจของผู้ปกครอง การสืบต่ออำนาจ ตลอดจนขอบเขตหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นตัวกำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครอง เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ความจริงแล้ว รัฐอธิปไตยทุกรัฐจำต้องมีรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักหรือกติกาที่กำหนดแนวทางที่รัฐจะใช้อำนาจปกครองราษฎร หากแต่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร คือมีการแสดงออกเป็นเอกสารทางการหรือไม่เท่านั้น
แต่สถาบันต่างๆ ของรัฐธรรมนูญย่อมเป็นกลไกสำหรับใช้อำนาจให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เผด็จการมากกกว่า เพราะฉะนั้น การจะทราบว่ารัฐนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่จึงต้องดูข้อกำหนดต่างๆ ของรัฐธรรมนูของรัฐนั้นว่ามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นด้านหลักด้วย
ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะนำไปสู่กระบวนการที่จะยกเลิกหรือล้มเลิกรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเราพบว่าการที่รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกนั้นมาจากสาเหตุที่สำคัญคือ การไม่ยอมรับเจตนารมณ์และหลักการบางอย่างของรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่
แท้จริงแล้ว การจะคลี่คลายวิกฤติสังคมไทย ผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายของรัฐสภาขณะนี้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่ทุกฝ่ายที่ทำหน้าที่จะต้องยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย
ผู้นำหรือผู้นำกลุ่มการเมืองบางกลุ่มต้องมองให้ลึกด้วยว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่นั้นมีหลักการบางอย่างไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักในการปกครองต่อไปอย่างไร ไม่ใช่มองว่าไม่อำนวยประโยชน์แก่หมู่คณะของตน ขาดรัฐธรรมนูญนิยม หรือแม้แต่อย่าเคยชินกับการใช้อำนาจเด็ดขาดก็พอ
หากผู้นำประเทศเพื่อนบ้านไม่สนใจมารยาททางการทูต ความร่วมมือในการร่วมลงทุนในภูมิภาคนี้ ความหวังที่จะสร้างเอกภาพความเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน ทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงก็ดูจะมีน้อยลงไปทุกขณะ
อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน มีตัวแทนคนไทยไปนั่งทำหน้าที่อยู่ทนโท่ แต่ไม่สามารถที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นมาได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างความขัดแย้งกลับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ต้องถามดังๆ แล้วว่า ใคร ทำอะไรกันอยู่ และเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย?
กระแสความรักชาติ คลั่งชาติและทรยศชาติ อาจเป็นวาทกรรมที่ทำลายความสุขของคนไทยให้น้อยลง ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงอีกครั้งก็ได้ เพราะการชุมชนของหลายฝ่ายหลากสีที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งด้วยการโหนกระแสดังกล่าว อาจจะถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่น้อย
ความปรารถนาอำนาจการเมืองที่มากเกิน จนพาดหัวพาดหางไปที่รัฐธรรมนูญ และการสร้างกระแสชาตินิยมที่ไม่เหมาะสม การมีพฤติกรรมที่เรียกว่าล่อแหลมกับการทรยศชาติ จะเป็นข้ออ้างที่จะนำไปสู่การปฏิวัติที่ร่ำรวยและการปฏิวัติที่ว่างเปล่า และข้ออ้างที่สารพัดจะยกมากล่าวอ้างหรือไม่นั้น สังคมไทยคงมีคำตอบอยู่แล้ว
ที่แน่ๆ คือหากการเมืองยุ่งทีไรก็ทำให้ธุรกิจแย่ลงๆ ทุกที เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากที่สุด เพราะประชาชน ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน.
ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ Opinion, Analysis and Comment หน้า 4