วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

เยาวชนมี “ปัญหา” สังคมต้อง “อาสา” แก้ไข (จบ)

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

อย่างไรก็ตาม เมื่อเยาวชนลูกหลานมีปัญหาเกิดขึ้น สังคมก็ต้องอาสาเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะสถาบันที่ทำหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคม

อย่างเช่นองค์กรทางศาสนา หลักธรรมคำสอนและพระสงฆ์เท่านั้นจะเป็นผู้สร้างผู้ชี้ทางและเป็นผู้นำทางทางจิตใจของเยาวชนไทย เป็นผู้อธิบายค่านิยมที่ถูกต้อง ผู้อธิบาย ความดี ความชั่ว ความจริงของโลกและความสุขอันแท้จริงของชีวิตเป็นผู้ชี้นำความสว่าง ความสงบทั้งแก่เยาวชนให้พบความสุขได้

หากมองมุมบวก มองเยาวชนในด้านที่เป็นจุดแข็ง ก็ยังพบว่าเยาวชนไทยในยุคโลกาภิวัตน์มีจุดแข็งอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับ

-เป็นคนมีเหตุผล ความมีเหตุผลนี้จะทำให้พฤติกรรมกล้าถาม กล้าตอบ กล้าโต้เถียง ซึ่งผู้ใหญ่จะมองว่าหัวแข็ง ไม่มีสัมมาคารวะ แต่ ลักษณะมีเหตุมีผลนี้เป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับโลก ปัจจุบัน อันเป็นยุคโฆษณา

-เป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองคืออยากทำอะไรก็ทำที่ตัวเองเห็นว่าดีถูกต้อง เช่น การยืน การพูด ถกเถียง การแต่งตัว แม้แต่การเข้าไปในวัด คุยกับพระ หากผู้ใหญ่ไม่เข้าใจความเป็นตัวของวัยรุ่นก็จะตำหนิหรือหาว่าไม่มีมารยาทไม่มีสัมมาคารวะ

-ความกล้า ความสนใจกว้างกว่า การก้าวทันวิทยาการใหม่ ๆ วัยรุ่นเป็นคนรุ่นใหม่จะกล้ามากกว่าเดิม กล้าเรียน กล้าทำงาน กล้าเป็นนักร้อง กล้าเป็นนางแบบ รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนท รู้ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปต่าง ๆ ของสังคม และโลก ทั้งที่ใกล้และไกลตัว
ขณะที่จุดอ่อนที่อาจจะถือวาเป็นจุดตาย ของเยาวชนไทยก็มีเช่นกัน อย่างเช่น

-ความอ่อนแอในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยอันเนื่องมาจากชีวิตครอบครัว ลักษณะสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก พ่อแม่ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมลูกน้อยลง เยาวชนเข้าเรียนหนังสือในชีวิตอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่วัยเยาว์ โรงเรียนไม่สามารถอบรมกล่อมเกลาเยาวชนในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตได้เท่าเทียมกับพ่อแม่และชุมชน หรือจะกล่าวอย่างง่ายคือ วัด บ้าน โรงเรียน แยกส่วนกันไม่เป็นสังคมที่กลมกลืนกัน

การหล่อหลอม อบรม สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยก็อ่อนด้อยไป ยิ่งเยาวชนที่อยู่ในวัยทำงานต้องจากครอบครัวไปอยู่ต่างถิ่น อยู่ในสังคมโรงเรียน ยิ่งเกิดการแตกแยก ทั้งทางด้านจิตใจและการดำเนินชีวิต ความอ่อนแอในทางวัฒนธรรมทำให้ขาดจุดยืน ขาดความมั่นใจ ขาดการใคร่ครวญและรับหรือไม่รับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบได้ง่าย เกิดความสับสนในการดำเนินชีวิตแบบไทยที่เหมาะสมถึงสภาพปัจจุบัน

-ความว้าเหว่ สับสนทาง สภาพครอบครัว สภาพสังคมที่สับสน สภาพการแข่งขัน สภาพชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบ ทำให้จิตใจของเยาวชนจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสนวุ่นวาย ยิ่งวัยรุ่นเป็นวัยที่ติดเพื่อนพลอยทำให้ตัดสินใจอะไรพลาดพลั้งได้ง่าย ยิ่งประเภทพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกหรือครอบครัวมีปัญหา ครอบครัวแตกแยก ยิ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจในทางที่ผิดก่อปัญหาต่อตัวเองและสังคม
จุดอ่อนของเยาวชนทั้งสองข้อ เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ที่น่าสังเกตคือ เป็นเรื่องของจิตใจอันเป็นผลให้คนดำเนินชีวิตไปทั้งในทางชั่วและทางดี เรื่องการนำและอบรมทางใจนี้ พระสงฆ์ย่อมมีบทบาทสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะเดียวกันสิ่งที่เยาวชนสับสนและอยากได้คำตอบมากที่สุด กลับเป็นเรื่องที่มองดูว่าเป็นสิ่งไกลตัว อย่างเช่นเรื่องความจริงของชีวิต เกิดมาทำไม ความจริงของโลก จักรวาล คืออะไร อะไรคือความชั่ว อะไรคือความดี คนทำชั่วทำไมจึงได้ดี ทำไมจึงมีเกียรติ ทำไมจึงร่ำรวย คนทำดีทำไมจึงยากจน คนซื่อสัตย์สุจริตทำไมจึงถูกโกง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ค่านิยมที่ดีคืออะไร
คำถามหรือข้อสงสัยเหล่านี้ ต้องอาศัยปัญญา เพราะเป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับโลกทัศน์ แนวปรัชญาด้วยซ้ำ ที่ล้วนฝังลึกอยู่ด้านในจิตใจเยาวชน ต้องเข้าใจว่าศาสตร์ที่สอนเรื่องโลกทัศน์หรือปรัชญาที่สอนให้คนคิดเป็นนั้น สถาบันการศึกษาบางแห่งในปัจจุบัน ไม่มีการอบรมสั่งสอนวิชาการด้านนี้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแทบจะไม่ให้ความสำคัญเลยก็อาจเป็นได้

วิกฤตจิตใจ ความสับสนยุ่งเหยิงทางใจที่เป็นข้อขัดแย้ง เป็นคำถามในใจของเยาวชนตลอดเวลา เช่น ทำไม ตุ๊ด ดี้ จึงดังในจอทีวี ทำไมผู้ใหญ่รณรงค์ให้เยาวชนรักษาความสะอาด ทางเท้าเต็มไปด้วยแผงขายอาหารจนไม่มีที่เดิน ทำไมคนหนุ่มสาวผู้ใช้แรงงานจึงถูกเอาเปรียบค่าแรง แล้วทำไมจึงให้ต่างชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย มาขายแรงงานราคาถูกไม่ถูกจับ
คำว่าทำไม ๆ ๆ ๆ เยาวชนนี้มีมากมาย เกิดวิกฤตทางจิตใจตลอดเวลา

สาเหตุหลักของสภาพปัญหาสังคมไทย สภาพปัญหาเยาวชนไทยยุคโลกาภิวัตน์ทั้งหลายทั้งปวงมาจากความสับสนวุ่นวายทางจิตใจ จิตใจเยาวชน ไม่มั่นคง ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดมั่น องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีนโยบายในการแก้ปัญหาก็จริง แต่ก็ขาดความต่อเนื่อง

น่าเสียดาย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเมืองยังหาจุดที่จะสงบไม่ได้ ปัญหาสังคมที่เกี่ยวกับเยาวชนตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทะเลาะวิวาท ถึงขั้นเอาชีวิตหรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเยาวชนทั้งหลายนั้น คงยากที่จะได้รับเยียวยาและยากต่อการเหลียวแลอย่างเป็นจริงเป็นจัง.


คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 17 มกราคม 2553

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

เยาวชนมี “ปัญหา” สังคมต้อง “อาสา” แก้ไข (1)

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

เหตุการณ์การบุกเข้าเอาชีวิตของนักศึกษาสถาบันชื่อดังที่ผ่านมานั้น นับเป็นปัญหาท้าทายอำนาจของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาเหล่านี้

แต่ก็อาจต้องทำใจเป็นเบื้องต้น เพราะหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ยังมองไม่เห็นทางแก้ ไม่รู้ว่าต้องผ่านอีกกี่การสูญเสีย สังคมและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะมองเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่และเร่งด่วนที่ต้องเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

สภาพปัญหาของเยาวชนไทยนั้น ถ้ามองถึงปัญหาของเยาวชนไทยจะต้องยอมรับเสียก่อนว่าเยาวชนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดีเป็นพลเมืองดีของชาติ แต่ผู้ใหญ่คาดหวังจะให้เขาเป็นคนดียิ่งขึ้นไปอีกและมีเยาวชนอีกจำนวนหนึ่งมีปัญหา
จำนวนหนึ่งนี้เมื่อเทียบกับเยาวชนทั้งประเทศ เยาวชนที่มีปัญหาก็นับจำนวนเป็นล้านทีเดียว จากลักษณะของเยาวชนไทยที่มีจำนวนมากเช่นนี้ หากจะทำความเข้าใจและให้ความสนใจเยาวชน ก็ควรเข้าใจว่าเยาวชนแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งแบ่งแยกตามลักษณะสังคมอยู่แล้ว คือกลุ่มเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษา โรงเรียนเริ่มตั้งแ ต่นักเรียนชั้นมัธยมเรื่อยไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย

เยาวชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนดี ใฝ่ศึกษาหาความรู้ มีความรู้ สนใจสิ่งที่อยู่รอบตัวและสนใจเรื่องราวทั้งที่อยู่ใกล้ตัว ไกลตัว รวมไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป็นกลุ่มที่มีกิจกรรรมและความสนใจหลากหลาย
กลุ่มเยาวชนที่อยู่ในสถานประกอบการ เยาวชนกลุ่มนี้มีตั้งแต่เด็กที่เพิ่งจบชั้นประถมปีที่ 6 แล้วก็ เข้าไปรับจ้างขายแรงงาน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนวัยกำลังหนุ่มสาว อายุระหว่าง 18-25 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเยาวชนเต็มตัว คนวัยหนุ่มสาวนี้จะไปทำงานรวมตัวกันอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ หรือเมืองอุตสาหกรรม เช่น กรุงเทพ ฯ ระยอง อยุธยา นครราชสีมา เป็นต้น

ปัญหาเยาวชนแยกได้เป็น 2 ลักษณะ คือปัญหาร่วม หมายถึง ปัญหาที่มีอยู่แล้ว สังคมสร้างปัญหา ผู้ใหญ่สร้างปัญหาเยาวชนอยู่ในสังคมก็ได้รับปัญหานั้น ซึ่งจะโทษเยาวชนคงไม่ได้ ปัญหาร่วมที่สำคัญจะยกตัวอย่างให้เห็น แยกออกเป็น

-ปัญหาเรื่องบุหรี่ เหล้า การพนัน การกินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นมาทำขึ้นมา ผู้ใหญ่ก็ปฏิบัติกันอยู่แล้ว เยาวชนเห็นตัวอย่างก็กิน สูบและเสพเหมือนผู้ใหญ่

-ปัญหาแหล่งบันเทิง ผับ บาร์ ดิสโก้เธค สถานอาบ อบ นวด ซ่อง สิ่งเหล่านี้มีทั่วไปในสังคมไทย แม้บางอย่างกฎหมายกำหนดไว้ในทางปฏิบัติก็มีการปล่อยให้เยาวชนเข้าเสพได้อย่างเสรี

-ปัญหาเรื่องเพศ ทั้งหนังโป๊ หนังสือโป๊ เยาวชนเข้าถึงได้โดยไม่มีข้อจำกัด เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

-ปัญหายาเสพติด ยาบ้า ยาอี เฮโรอีน และอื่น ๆ สิ่งเสพติดดังกล่าวมีอยู่แล้วในสังคมและผู้ใหญ่ก็เสพอยู่แล้ว เยาวชนก็ทำได้เช่นกัน

-ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ การโกงกิน คอรัปชั่นของนักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ รวมไปถึงเรื่องการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบสังคม สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ทั่วไป เยาวชนย่อมทำตามและสร้างปัญหาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
ปัญหาเฉพาะของเยาวชน ปัญหาเฉพาะดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดปัญหาอื่นแก่เยาวชนอีกมาก ลักษณะของปัญหาเกิดจากลักษณะเฉพาะของความเป็นเยาวชนเอง อย่างเช่น

-ปัญหาเฉพาะของเยาวชนอันเกิดจากความอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง ปัญหาอยากต่าง ๆ ที่กล่าวนี้เป็นต้นเหตุของปัญหาอื่น เช่น อยากทดลองเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ทดลองเป็นคู่นอนกัน ทดลองขับรถแข่งกัน ยังมีการอยากทดลองขับแข่งรถ และอีกมาก ล้วนให้เกิดปัญหาตามมาทั้งสิ้น

-ปัญหาตามเพื่อนหรือปัญหาติดกลุ่ม ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ทำตามเพื่อนเป็นใหญ่จึงเกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น เพื่อนเข้าบาร์ก็เข้าด้วย เพื่อนใส่กระโปรงสั้นก็ใส่ด้วย

-ปัญหาความว้าเหว่ ความเหงา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของวัยรุ่น เหงาเพราะขาดเพื่อนไม่ได้ มีอะไรไม่เท่าเพื่อน ทำให้ไม่พอใจในฐานะตัวเอง เกลียดพ่อแม่พาลหนีออกจากบ้านไปเข้ากลุ่มเพื่อน เหงาหรือว้าเหว่เพราะไม่มั่นใจในตัวเองก็ออกแสวงหาความมั่นใจทั้งในทางที่ถูกและทางที่ผิด ใครห้ามก็ไม่ฟังทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีกมากมาย

-ปัญหาการขาดการอบรมกล่อมเกลาขาดความใกล้ชิดสนิทสนม ทั้งจากครอบครัวทั้งจากสังคมแวดล้อมจากสังคม ทั้งเรื่องสนามกีฬาที่ออกกำลังกายไม่มี ที่พักผ่อนหย่อนใจไม่มี พื้นที่จัดกิจกรรม ตามความสนใจไม่มี โดยเฉพาะเมืองใหญ่ไม่มีสิ่งเหล่านี้
หันมาพิจารณาด้านครอบครัวก็พบปัญหามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่เคยใกล้ชิดลูก ไม่เคยแนะนำกล่อมเกลาหรือเป็นตัวอย่างที่ดี ล้วนเป็นพื้นฐานของการขาดความสัมพันธ์สืบเนื่องกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการสืบทอดความคิด ความเชื่อ ประเพณี แนวปฏิบัติต่อตนเองและสังคม

การขาดทั้งสองเรื่องดังกล่าว ทำให้เยาวชนสร้างปัญหากับตัวเองและสังคมไม่น้อยทีเดียว เพราะเยาวชนเป็นวัยที่กำลังใฝ่หาแบบอย่างจากผู้ใหญ่และจากสังคม เพื่อนจึงเป็นเหมือนมิตรที่อบอุ่นที่เยาวชนคิดถึงเป็นอันดับแรก จะว่าไปเป็นอันดับแรกกว่าพ่อ แม่ ด้วยซ้ำ ไม่ว่าเพื่อนนั้น จะถูกมองในมิติว่าเป็นคนดีหรือไม่ในสายตาของผู้เป็นพ่อ แม่ก็ตาม เพื่อนยิ่งใหญ่เสมอ ทำเพื่อเพื่อนได้ทุกอย่าง
ความคิดของเยาวชนในทำนองนี้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวและเป็นทัศนะที่อันตรายไม่น้อยเลย

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 16 มกราคม 2553

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

อาเซียน : สานฝันเจ้าภาพฟุตบอลโลก ค.ศ.2018

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

เป็นที่ทราบกันดี แม้วงการกีฬาฟุตบอลไทย จะพยายามทุ่มเทกับโครงการฟุตบอลไทย-ไปบอลโลก ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลไทยและบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ฮ้อดังมากมาย แต่โครงการนี้ ก็ยังไม่สำเร็จสักทีหรือเกือบจะมองไม่เห็นความสำเร็จด้วยซ้ำ แม้กระแสตอบรับของผู้ชมใน ไทยพรีเมียร์ลีก จะดีอยู่บ้างในช่วงหลังๆ ก็ตาม

แต่วันนี้ วงการการกีฬาของอาเซียนกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง ภายใต้วิกฤติการเมืองและเศรษฐกิจร้อนๆ โดยครั้งนี้ รมต.คลัง กรณ์ จาติกวณิช ได้สร้างฝัน “อาเซียนเจ้าภาพร่วมบอลโลก” ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหิน-ชะอำ ขึ้นมา ด้วยการกระตุกศักยภาพเก่าขึ้นมาใช้ใหม่ภายใต้แบรนด์อาเซียน ด้วยหวังจะใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ต่ออาเซียน แม้ว่าที่มาของไอเดียนี้จะเกิดจากภาคเอกชนอาเซียน 3-4 ประเทศ ก็ตาม

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสำเร็จในการจะพัฒนาและขับเคลื่อน 3 เสาหลักสู่ประชาคมอาเซียนได้นั้น ต้องร้อยใจเป็นหนึ่งเดียว และอาเซียนทุกประเทศต่างก็นิยมชมชอบในกีฬาฟุตบอลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ไอเดีย อาเซียนเจ้าภาพฟุตบอลโลก จึงน่าจะเป็นตัวแปรที่หลอมรวมความเป็นประชาคมอาเซียนได้

ไอเดียนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างอินโดนีเซียก็ให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย การที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนและเลขาธิการอาเซียนเสนอแนวคิดนี้ จึงน่าจะเพิ่มโอกาสให้ภูมิภาคอาเซียน หากอาเซียนเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ค.ศ. 2018 ร่วมกันจริง นั่นหมายความว่า อีก 10 ปีหลังจากนี้ ประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดกับพลเมืองอาเซียนกว่า 580 ล้านคน นั้น จะมหาศาลทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรพลาดความเข้มข้นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 นี้ ที่กำหนดไว้ว่า “เชื่อมโยงประชาคม เสริมสร้างประชาชน” ทั้ง 3 เสาหลักคือ 1.ประชาคมเศรษฐกิจ 2.ประชาคมการเมืองและความมั่นคง และ 3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีเรื่องสำคัญๆ ที่รอการตัดสินใจของผู้นำอาเซียน อาทิเช่น การเสนอผลศึกษาเอฟทีเอ+3+6 การเร่งอาเซียนฟันด์ 1.2 แสนล้านดอลล์ การรับรองเอกสาร 42 ฉบับ รวมไปถึงแถลงการณ์ต่างๆ ของผู้นำอีกหลายฉบับด้วยกัน

โดยเฉพาะก็คือ การประชุมด้านเศรษฐกิจที่ต้องจำตาเป็นพิเศษ เพราะเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งเกิดขึ้นจากการหารือของรัฐมนตรีเศรษฐกิจกับภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตของอาเซียน การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของอาเซียนตามแผนงานเศรษฐกิจ(AEC Scorecard) ผู้นำอาเซียนแต่ละประเทศจะเร่งรัดต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน

การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน จะมีการพิจารณาการบังคับใช้ของความตกลงต่างๆ ที่ได้มีการลงนามกันไปแล้ว ให้มีผลบังคับใช้ตามความตกลงด้านการค้าสินค้าของอาเซียน(ATIGA) ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน(ACIA)และความตกลงการค้าบริการของอาเซียน(AFAS) จะเสร็จทันเวลาหรือไม่ โดยเฉพาะผลการหารือทวิภาคีรัฐมนตรีพาณิชย์ของไทยกับฟิลิปปินส์ เรื่องลดภาษีและโควตาภาษีข้าวให้กับไทยตามกรอบของอาฟต้า ที่จะเริ่มลดภาษีลงเป็น 0% ในปี 2010 จะออกมาอย่างไร

ผลดี ผลเสีย จากการประกาศปลอดภาษีระหว่างกัน เป็น 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA)เอฟทีเออาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลี และอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เอฟทีเอในกรอบอาเซียน+3(จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือ EAFTA) และอาเซียน+6 (CEPEA) ก็จะมีการเสนอผลการศึกษาต่อเวทีผู้นำ ไทยจะมีโอกาสและได้รับผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร

ไฮไลต์สำคัญอีกเรื่องคือการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินของโลก ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาเซียน เพราะการจัดกองตั้งกองทุนอาเซียน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามกรอบที่ริเริ่มเชียงใหม่(Chiang Mai Initiative) นั้น ต้องเสร็จสิ้นก่อนประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 รวมไปถึง
ประเด็นหารืออื่นๆ อาทิเช่น การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษา ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานชีวภาพ การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตามกฎบัตรอาเซียนเป็นครั้งแรก การประชุมคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของอาเซียนก็จะเกิดขึ้นขณะเดียวกัน สิทธิมนุษยชนอาเซียนจะก้าวไปทิศทางใด และสิทธิการชุมชนโดยสงบปราศจากอาวุธ รวมไปถึงการชุมนุมทางการเมืองในประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับการเหลียวแล มากน้อยเพียงใด

ฉากสุดท้ายของผู้นำอาเซียนอย่างประเทศไทย ที่มีตำแหน่งประธานอาเซียน และเลขาธิการอาเซียน ค้ำคอ จะมีจุดจบอย่างไร การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ หัวหิน-ชะอำ ครั้งที่ 15 ที่ผ่านมานั้น จะพิสูจน์ศักดาและสำแดงเดชประเทศไทยให้ทั่วโลกได้เห็นได้ว่าประเทศไทยกลับมาแล้วได้หรือไม่ หรือจะจบเห่ ไปพร้อมๆ กับการตกรอบแรกในกีฬาซีเกมส์ที่ผ่านมา อาจเป็นการจบเกมไปพร้อมกับการเสกกระแสสังคม “อาเซียน สานฝันเจ้าภาพฟุตบอลโลก ค.ศ.2018” ให้ฝันกันเล่นๆ เท่านั้น.

บทความเรื่อง ม้งลาว : กับ สิทธิมนุษยชน คนพเนจรใกล้บ้าน
คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 29 ธันวาคม 2552

ม้งลาว : กับ สิทธิมนุษยชน คนพเนจรใกล้บ้าน

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

การทอดสายตาจากม้งเอเชียที่พยายามอย่างยิ่งเพื่อส่งต่อไปถึงพี่น้องม้งลาวนั้น แม้จะเป็นไมตรียามทุกข์ยากที่สัมผัสได้ในฐานะพี่น้อง แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง ภาพที่เห็นคือคนชราหลั่งน้ำตา ผู้หญิงอุ้มลูกที่ยังเล็กๆ เดินไปกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งๆ ที่ไม่สามารถตอบคำถามกับลูกเล็กๆ ที่ส่งเสียงร้องไห้ในอ้อมกอดและพร่ำหาคำตอบจากปากผู้เป็นแม่ว่า แม่จ๋า...เราจะไปไหนกัน

อารมณ์นั้น แม้เธอผู้เป็นแม่ จะหารู้ไม่ว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่หากใครได้ยินเสียงที่ออกจากปากเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง อารมณ์และความรู้สึกที่ส่งไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ไม่ว่าจากประเทศไหน ก็คงสะท้อนใจไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็กๆ เหมือนกัน

การแพร่ภาพและข่าวการส่งกลับพี่น้องม้งลาวห้วยน้ำขาว ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในประเทศไทยครั้งนี้ ก็กลายเป็นข่าวใหญ่ที่เพิ่มหน้าข่าวท้ายปี ที่ทั่วโลกต่างมีบทวิเคราะห์กันมากมายโดยเฉพาะมองว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้สภาพสังคมไม่อาจพัฒนาไปได้กว้างขวาง และแน่นอน สิทธิมนุษยชนที่ทั่วโลกมองว่ามนุษย์ทุกคนควรมีอย่างเท่าเทียมกัน นั้น เป็นสิ่งที่ยากจะพบเจอยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก

ปรากฏการณ์ม้งลาว แม้จะส่งผลให้ทางการของสหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษในฐานะมิตรเก่าที่เคยให้การช่วยเหลือแต่ยุคสงครามเย็นคอมมิวนิสต์นั้น แต่การให้ความสนใจหาได้ดำเนินไปพร้อมๆกับความรับผิดชอบและแบกรับภาระอย่างจริงจัง

ประเทศเจ้าของพื้นที่อย่างประเทศไทยจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาช่องทางการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายหรือก็คือการมองว่าการมีอยู่ของม้งลาว เป็นการหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

แม้ในความเป็นจริง อาจมีม้งลาวบางกลุ่มที่ออกมาจากป่าปะปนอยู่ด้วย ซึ่งทางการลาวถือว่ากลุ่มนี้เป็นปฏิปักษ์กับทางรัฐบาลลาว อันจะส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตของม้งลาวกลุ่มนี้

แม้ข้อถกเถียงเรื่องสถานะของม้งลาวกลุ่มนี้ จะเคยยกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงโดยองค์กรสิทธิมนุษยชน อย่างสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ แม้แต่องค์การหมอไร้พรมแดน หรือ MSF แต่ผลสำเร็จกลับมีไม่มาก กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด ค่ายผู้หนีภัยต้องใช้งบประมาณฉันนั้น

หากพิจารณาในแง่ของการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และที่สำคัญคือความมั่นคง ประเทศไทยอาจไม่อาจเผชิญกับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นใจ ดังนั้น ปฏิบัติทางกฎหมายจึงมีน้ำหนักมากกว่าสิทธิมนุษยชนที่ว่างเปล่า ม้งลาวจึงต้องกลับบ้านในฐานะ “ผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย”

แม้ล่าสุด นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาให้สัมภาษ์ถึงกรณีที่ทางการ สปป.ลาวระบุว่า หากภายในวันที่ 30 ธ.ค.52 นี้ ไทยไม่ส่งม้งลาวกลับจะไม่รับผิดชอบนั้น ด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธว่าเป็นปฏิกิริยาตัวเร่งที่ส่งแรงบีบรัดให้ประเทศไทย ต้องทำงานประสานกับทุกฝ่ายทั้ง สปป.ลาว สหรัฐฯ และผู้ที่สนใจเร็วขึ้นเช่นกัน

นายกฯอภิสิทธิ์ ย้ำในขณะให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงมีม้งอยู่หลายกลุ่มในประเทศไทย และม้งที่อยู่ จ.เพชรบูรณ์นั้นเป็นกลุ่มที่ถือว่าเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย แต่ที่ จ.หนองคาย อาจมีสถานะแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดทาง สปป.ลาว ยืนยันว่าในส่วนที่ไทยส่งกลับไปหลายพันคนนั้น ทุกคนได้รับความปลอดภัย ไม่มีการไปดำเนินการอะไร

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ากว่ากระบวนการจะเดินมาถึงขั้นตอนการส่งกลับด้วยมิตรจิตมิตรใจ ทั้งลาวและไทยประสานความร่วมมือกันหลายระดับ ตั้งแต่จีบีซีซึ่งเป็นกรอบใหญ่หรืออนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว มีกระบวนการคัดกรองชาวม้งลาวอย่างโปร่งใส โดยความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ก่อนจะตั้งคณะทำงานประสานการส่งกลับ

เช่นเดียวกันแม้กองทัพไทยขีดเส้นตายให้ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2552 เป็นวันสุดท้าย ของการส่งกลับประเทศลาว แต่วันที่ต้องกลับบ้านจริงๆ กลับเป็นท้ายปี 2552 ที่ม้งลาวทั้งหมดต้องกลับออกไป หลังจากที่ประเทศไทยไม่อาจแบกรับภาระและปัญหา แม้จะด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมก็ตาม

เรื่องราวทั้งม้งลาว-โรฮิงญา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลากหลายปัญหาที่ซ้อนทับอยู่ในนั้น ด้วยเหตุนี้ การจัดการกับปัญหาคนที่ถูกเรียกว่าลักลอบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ไม่ว่ากลุ่มใดๆ จึงย่อมไม่ใช่แค่การเปิดศูนย์พักพิงแล้วส่งกลับเท่านั้น
โดยล่าสุด กองทัพไทย ระบุว่าม้งลาวห้วยน้ำขาว จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 4,350 คน และม้งลาว 158 คนหนองคาย ได้ถึงพื้นที่พักพิงชั่วคราวเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว แล้ว ด้วยความเรียบร้อย โดยยึดหลักมนุษยธรรม พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบในเรื่องความโปร่งใส

ท้ายที่สุด ข้อกังวลว่าการส่งม้งลาวกลับประเทศก็เหมือนกับไปตาย จึงเป็นเพียงข่าวที่มองมุมร้ายต่อประเทศไทยและเป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริงที่มีตัวละครคือเรื่องสิทธิมนุษยชนตัวพ่อ มาเร้าอารมณ์คนพเนจรใกล้บ้านให้ดูตื่นเต้นและเข้มข้นขึ้น ในยุคทุนนิยมที่สื่อมีต้นทุนสูงก็อาจเป็นได้.

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 29 ธันวาคม 2552

จับตาสันติสุข-ปีเสือ : ปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่การเจรจ

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่มีต่อคณะเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ระหว่างเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตร โดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ความตอนหนึ่งว่า “....ระยะนี้บ้านเราเรียกว่าบ้านเมืองกำลังล่มจม ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ไปอย่างไร เรารู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยกำลังล่มจม แต่พวกท่านจะทำให้ไม่ล่มจมได้....” นั้น

แม้จะทำให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใส่เกล้าใส่กระหม่อมฯ โดยเฉพาะเรื่องของการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ตนคิดว่าถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหายากๆ ก็แก้ได้

ต่อข้อถามที่ว่า แล้วรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนที่จะช่วยกันร่วมมือ เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองมีปัญหา ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ก็ต้องช่วยกันแก้ไข ในส่วนของรัฐบาลพยายามขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขทุกปัญหาอยู่แล้ว ถือเป็นแนวทางที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องช่วยกันทุกฝ่าย

หลายฝ่ายจึงมีข้อสังเกตตรงไปที่คำว่า ต้องช่วยกันทุกฝ่าย นั้น ทุกฝ่ายในที่นี้ ซึ่งมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมีความเข้าใจที่สามารถสื่อสารกันได้ทั่วถึงเพียงไร ที่จริงนั้นธรรมาภิบาลมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการประเทศอยู่แล้ว เพราะธรรมาภิบาล(Good Governance) เป็นเรื่องของจริยธรรม ความดีงามและความถูกต้อง อันประกอบด้วยความโปร่งใส นิติธรรม ความรับผิดชอบ ความเสมอภาค คุณธรรม ความคุ้มค่า และการมีส่วนร่วม

องค์การสหประชาชาติ กำหนดหลักการของธรรมาภิบาลไว้ 8 ข้อ มีดังนี้

1.การมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของสมาชิกทั้งชายหญิงคือการตัดสินใจที่สำคัญในสังคมและสร้างความสามัคคีให้เกิดกับประชาชน การมีส่วนร่วมสามารถทำได้โดยอิสระไม่มีการบังคับ สมาชิกเต็มใจให้ความร่วมมือด้วยตนเอง หรือมีส่วนร่วมผ่านหน่วยงาน สถาบันหรือผู้แทนตามระบอบประชาธิปไตย
2.การปฏิบัติตามกฏ ธรรมาภิบาลต้องการความถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ลำเอียง มีการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมกับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน ทุกคนในสังคมอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายเดียวกัน

3.ความโปร่งใส ความโปร่งใสเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาการทุจริตและคอรัปชั่นได้ทั้งในภาครัฐและเอกชน สื่อจะเข้ามีบทบาทอย่างมากในการตรวจสอบและรายงานผลงานดำเนินงานโดยการนำเสนอข่าวสารให้แก่สังคมได้รับทราบ

4.ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบเป็นการพยายามให้คนทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในการทำงาน กล้าที่จะตัดสินใจและรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจนั้นๆ

5.ความสอดคล้อง ความสอดคล้องต้องกันเป็นการกำหนดและสรุปความต้องการของคนในสังคม ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมาก โดยพยายามหาจุดสนใจร่วมกันและความต้องการที่สอดคล้องต้องกันของสังคมมาเป็นข้อปฏิบัติเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม การจะพัฒนาสังคมได้ ต้องทราบความต้องการที่สอดคล้องต้องกันของสังคมนั้นๆ ด้วยวิธีการเรียนรู้ วัฒนธรรมของสังคมนั้นๆก่อน

6.ความเสมอภาค ความเสมอภาคเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับจากรัฐบาล ทั้งการบริการด้านสวัสดิการ ตลอดจนสาธารณูปโภคด้านอื่นๆ

7.หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นวิธีการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ โดยการผลิตและจำหน่ายเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือการใช้ทรพยากรให้ได้ประโยชน์สูงที่สุดต่อมวลมนุษยชาติ โดยมีการพัฒนากระบวนการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

8.การมีเหตุผล การมีเหตุผลเป็นความต้องการในทุกสังคม ประชาชนทุกคน ต้องตัดสินใจและความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วยเหตุด้วยผลที่สมเหตุสมผล การมีเหตุผลไม่สามารถกระทำได้ถ้าปราศจากการปฏิบัติตามกฎหมายและความโปร่งใส

ทำอย่างไรจึงถือว่ามีธรรมาภิบาลนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนอกจากทุกฝ่ายจะยึดธรรมาภิบาลเป็นแกนกลางในการดำเนินการแล้ว จะต้องปฎิบัติตามกฎหมาย ต้องเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม โดยไม่ไปเบียดเบียนฝ่ายใด ประเทศที่มีธรรมาภิบาล ย่อมไม่เอาเปรียบ ไม่ฉ้อโกง ไม่เอาเปรียบ และมุ่งทำลายกันไม่ว่าด้วยทางตรงหรือทางอ้อม

ธรรมาภิบาลการปกครองประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องสิ่งสำคัญที่นักการเมืองในฐานะผู้ปกครอง ต้องยึดไว้อย่างยิ่ง แต่ที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็คือ ทั้งฝ่ายปกครองและผู้ถูกปกครองนั้น ใส่ใจหลักธรรมาภิบาลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเพียงเท่านั้น ความเสมอภาคก็เลยกลายเป็นเหมือนตบมือข้างเดียวมาตลอด

หากยังไม่สามารถปัดเป่าข้อสงสัยในการใช้หลักธรรมาภิบาลที่ไม่เป็นธรรมของอีกฝ่ายหนึ่งไปได้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เดินผ่านความยากลำบากในเหตุการณ์นี้ไปได้ แม้ว่าธรรมาภิบาลมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพสู่ประชาชน โดยมุ่งให้ผู้บริหารสามารถปฏิบัติงานได้บรรลุตามเป้าหมาย แต่ก็ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ต่อแนวทางการใช้อำนาจในการดำเนินงาน

ธรรมาภิบาลเป็นเสมือนเครื่องมือในการพัฒนาขีดความสามารถ โดยมีการส่งเสริมบทบาทให้เกิดการทำงานที่ปราศจากการคอร์รัปชั่นหรือการไม่นำผลประโยชน์ของสาธารณะมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีกระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใส มีกฏ กติกาในการบริหารงาน

แม้ธรรมาภิบาล เป็นเครื่องมือในการที่ให้ประเทศชาติเกิดความโปร่งใสในการทำงาน และเป็นระบบขั้นตอน ขึ้นก็ตาม แต่การไม่ปฏิบัติตามธรรมาภิบาลก็ทำให้เกิดความวุ่นวายได้เช่นกัน ปรากฏการณ์เหลือง แดง และน้ำเงิน ปะทะกันนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่สะท้อนถึรงเรื่องนี้ได้ดี

ทั้งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ทั้งแกนนำคนเสื้อแดงออกมาให้ความเห็นว่า คนเสื้อแดงมีหน้าที่ในการน้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติแต่คนที่ควรจะน้อมรับมากกว่าบุคคลอื่นคือรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำให้ประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมไม่มีความเป็น 2 มาตราฐาน กลับไปจุดของความเสมอภาคเท่าเทียมกันก็จะสามารถลดข้อขัดแย้งลงได้ไม่ยาก

2 มาตราฐาน ความเสมอภาค นั้น หาดูได้ไม่ยาก หากเคยติดตามรายการมวยปล้ำทางยูบีซี สังเกตให้ดีๆ จะเห็นกรรมการที่เป็นผู้ตัดสิน เขามีวิธีการจับฝ่ายหนึ่ง แล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทืบ นั่นแหละ ใช่เลย?

2 มาตราฐาน คือความไม่เสมอภาค ซึ่งที่จริงอาจยังไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ หรือหากจะมีจริง ความเสมอภาคที่แท้จริงก็อาจเป็นความตาย ดังที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Death is the great leveler
ดังนั้น ที่รัฐบาลส่งสัญญาณให้สภาผู้แทนราษฎรสนองรับสั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยการให้ความร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยการสนับสนุนกฎหมายที่มีความยุติธรรมและเป็นธรรมเพื่อให้ฝ่ายบริหารใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการจ้องตบมือข้างเดียวให้ดังไปทั่วสังคมก็ได้

การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายนำทุกปัญหาเข้ามาสู่ระบบรัฐสภา เพื่อใช้กลไกลนิติบัญญัติแก้ไขความขัดแย้งในแต่ละเหตุการณ์ๆ นั้น แม้จะมองว่าเป็นที่ควรให้เป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยก็จริง แต่เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจราแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายปรารถนาในโอกาสที่เหมาะสมนั้น ผู้นำ ต้องตระหนักอย่างรอบด้านเพื่อให้ผู้มีความคิดเห็นต่าง ยอมรับความเที่ยงของกลไกที่นำมาใช้

ไม่เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นปีเสือ’2553 ที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ หรือปีใดๆ ก็ตาม คาดว่าความวุ่นวายก็ยังไม่จบและยังคงมีให้เห็นต่อไป และสันติสุขยังเป็นสิ่งที่ต้องรอกันต่อไปอีก

คำถามที่สังคมไทยต้องค้นหาคำตอบร่วมกันก็คือ มันยาวนาน และมากเกินพอแล้วหรือยัง?.

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 29 ธันวาคม 2552

เปิดการค้าเสรีอาเซียน เดิมพันธุรกิจของประเทศ

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

ภายใต้กระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกด้านค่านิยมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้โลกธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วยจึงถือเป็นความจำเป็นของพลเมืองโลก โดยเฉพาะพลเมืองอาเซียนที่จะต้องติดตามและทำความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพการแข่งขันที่รุนแรง

เป็นความจริงที่สภาพการณ์ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก องค์กรทางธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมักจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ มีความพร้อมทางทรัพยากรมากกว่ากิจการของประเทศซึ่งเป็นกิจการที่มีขนาดเล็กกว่า

การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเผชิญกับการแข่งขันธุรกิจจากต่างประเทศ การปรับเปลี่ยนธุรกิจของไทยจากภายในประเทศออกไปสู่ต่างประเทศ

แนวโน้มการดำเนินธุรกิจจากต่างประเทศในประเทศไทยก็จะมีมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ

รัฐบาลได้แถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและนโยบายด้านการต่างประเทศ ในการที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนผ่านการจัดตั้งประชาคมอาเซียน

ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียนและปฏิญญาแผนงานจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่นในอาเซียน เสริมสร้างอำนาจต่อรองการค้า ลดอุปสรรคการค้า การลงทุนในตลาดสำคัญๆ ตลอดจนจัดให้มีความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่ออำนวย ความสะดวกในด้านการค้า การลงทุนซึ่งจะเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะยาว

ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายหลักที่ไทยถือว่าอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย แต่หากประเทศไทยไม่เอางานเอาการ จะทำให้อาเซียนเปลี่ยนแกนไปที่อินโดนีเซียและเวียดนาม ยิ่งตอนนี้อินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศสุดยอด 20 ประเทศ ขณะที่ 3 ประเทศอินโดจีนที่มีเวียดนามเป็นแกนนำ โดยมีพม่าเข้ามาร่วมด้วยก็ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น จึงเหลือแต่ประเทศไทยที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว ซึ่งน่าคิดว่าประเทศไทยต้องการอาเซียนมากกว่าที่อาเซียนจะต้องการประเทศไทย

สิ่งที่ประเทศไทยต้องคิดให้มากก็คืออาเซียนมีมวลสมาชิกที่มีความแตกต่างกัน การทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

สิ่งกีดขวางสำคัญคือ ทำอย่างไรให้รับรู้ว่าอาเซียนมีความสำคัญสำหรับทุกประเทศและประชาชน ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว

ยิ่งหากพิจารณาคำประกาศของการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียนครั้งที่ 6 ที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายคือการรวมอาเซียนกับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนเข้าเป็นหนึ่งเดียว ทั้งด้านรวมความร่วมมือ และก้าวหน้าร่วมกัน ทั้งผู้นําประเทศอาเซียนกับ CEO ของบริษัทจีนและประเทศอาเซียน ซึ่งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2010 จนถึงปี 2015

โดยจะครอบคลุมถึงประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เกิดการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อํานวยประโยชน์แก่กัน จะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตการเงินโลก ธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน จึงมาพร้อมกับความต้องการของการแสการพัฒนาในยุคปัจจุบันอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

อนาคตสถานะของไทยในอาเซียน ภายใต้ภาวการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่แบ่งเป็น 3 ก๊กคือเสื้อแดง เสื้อเหลืองและเสื้อน้ำเงิน อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งอาเซียน เพราะรัฐบาลมีอายุอยู่ไม่ยืด อย่างที่ประเทศอิตาลีเคยถูกเรียกว่าเป็นคนป่วยแห่งยุโรป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว ก็ได้

แต่หากมองมุมบวกก็อาจถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จาก 3 ปัจจัยคือ 1.ไทยเป็นประธานอาเซียน 2.การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน 1 ปีครึ่ง ซึ่งนานกว่าที่ประเทศอื่นเคยเป็น เพราะอาเซียนหวังใจว่าไทยจะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งได้ และ 3.การดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ประเทศไทยได้แปลงโอกาสให้เป็นวิกฤต ทั้งๆ ที่โอกาสเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าที่จะมีโอกาสเป็นประธานอาเซียนอีกครั้งคือ 10 ปีข้างหน้า

ขณะนี้ประเทศไทย อยากปักเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม หลังจากที่เคยปักหลักเสาเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจมาแล้ว ที่สำคัญคือได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียนสำเร็จแล้ว เราสามารถปักหลักสังคมในอาเซียนได้

การเร่งสร้างธรรมาภิบาลด้านธุรกิจของภาครัฐและเอกชนนับเป็นอีกเรื่องเร่งด่วน ในการเป็นหลักประกันมาตรฐานจริยธรรมสากล เมื่ออาเซียนกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจร่วมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่อยู่ๆ จะเสกให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ดร.วรภัทร โตธนะเกษม กล่าวว่าจริยธรรมธุรกิจเป็นสิ่งที่สอนกันได้ไหม และหากสอนกันได้จะสอนกันอย่างไร เพราะอเมริกา ประเทศต้นแบบของหลักสูตรการศึกษา MBA ของโลก สอนวิชาจริยธรรมธุรกิจกันแบบเอาเป็น เอาตาย มานานนม แต่วิกฤตการณ์การเงินของโลกก็เริ่มจากอเมริกาและเป็นผลมาจากความละโมบของนักธุรกิจการเงินอเมริกัน

สะท้อนว่า สังคมไทยแม้ต้องการคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม แต่ก็ยากที่จะสมบูรณ์ในเวลาที่รวดเร็ว เช่นเดียวกับบริษัทที่จะมีธรรมาภิบาลอย่างสมบูรณ์ และได้รับการจัดอันดับระดับโลกอย่างบริษัท ปตท. นั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่จะสร้างได้ง่ายๆ

และยิ่งหากรัฐบาลล้ม สังคมแตกแยก อาจเป็นชนวนผลักไทยเป็นประเทศป่วยแห่งอาเซียน ธุรกิจของประเทศที่ต้องกระโจนเข้าสู่กรอบการค้าและภาษีศุลกากรแบบตลาดเดียว ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน ด้วยหวังแค่เพียงจะใช้หลักธรรมาภิบาลสากลเป็นเกราะกำบัง อาจถึงจุดจบในเวลาอันใกล้นี้ก็อาจเป็นได้ หากยังไม่แยแสกับยุทธศาสตร์ในอีกทศวรรษข้างหน้า.

ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ฉบับวันที่ 1 มกราคม 2553