วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บทบาทโตเกียว ในเวทีประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

แม้ผู้นำของประเทศไทยในฐานประธานอาเซียนอย่าง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะปฏิเสธใช้เวทีภูมิภาคเคลียร์ใจกับนายกฯฮุนเซน เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ในระหว่างประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นครั้งที่ 1 แม้จะต้องเผชิญหน้ากันอย่างจังในงานที่สมาพันธุ์ธุรกิจญี่ปุ่น และสภาหอการค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอย่างที่เป็นข่าวก็ตาม ก็ใช่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเย็นลงเสียทีเดียว แต่กระนั้น การพบกันของผู้นำทั้งสองก็ยังคงต้องมีอยู่ดี

อย่างไรก็ตามในระหว่างวันที่ 5-7 พฤศิกายน 2552 ที่ผ่านมานั้น แม้จะมีการประชุมของสมาชิกผู้นำกลุ่มลุ่ม แม่น้ำโขงครั้งที่ 1 ที่ประเทศญ่ปุ่น สมาชิกลุ่มแม่น้ำโขงกันก่อนอันที่จริงแล้วสมาชิกของลุ่มแม่น้ำโขงมีเพียง 6 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ทำประชากรของสมาชิกกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงมี 220 ล้านคน

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งของสมาชิกกลุ่มก็เพื่อพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ความร่วมมือด้านความร่วมมือเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้การประชุมในครั้งนี้สื่อมวลชนไม่ค่อยประโคมข่าวสักเท่าไหร่มากนัก เพราะมีข่าวเด่นประเด็นร้อนถูกโฟกัสไปที่สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้งอตีตนายกฯทักษิณ ชิณวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายก

ที่จริงแล้วการแต่งตั้งในครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวของกัมพูชา แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินไปประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงมอบให้กระทรวงต่างประเทศ เรียกทูตของไทยกลับประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้

การประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงกันต่อดีกว่า การที่ท่านนายกของไทยเดินทางไปประชุมในครั้งนี้ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2552 ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมานั้น นับว่าเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ประเทศญี่ปุ่นเองในฐานะเป็นประเทศคู่เจรจาหรืออาเซียน + 3 มี ญี่ปุ่น จีน และ เกาหลีใต้

การประชุมในครั้งนี้ประเด็นสาระการประชุมนอกเหนือจากความร่วมมือของสมาชิกแล้ว สิ่งที่น่าจับตาก็คือไทยกับญี่ปุ่นดฟกัสไปที่เศษรฐกิจ การกระชับความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน การให้การช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนด้วยกันเอง

หากยังไม่ลืมปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม(Environment) การพัฒนาทรัพยาการมนุษย์(Human Resource Development) กรณีมาบตาพุด บ้านฉางระยองจนทำให้ศาลปกครองสั่งระงับโครงการชั่วคราว 76 โครงการมูลค่าสี่แสนล้านบาท (400,0000) ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของประเทศด้วยซึ่งเป็น MEGA โปรแจกของรัฐบาล

นับเป็นโอกาสที่ดีที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้พบปะพูดคุยกับนักธุรกิจของญี่ปุ่น เพื่อชักนำมาลงทุนในโครงการมาบตาพุด และคงถือโอกาสได้ชี้แจงปัญหาสิ่งแวดในพื้นที่ ประเทศยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ รัฐบาล ต้องมีความจริงใจมีมาตรการมารองรับในการแก้ไขปัญหาเนื่องจากโครงการมาบตาพุดเม็ดเงินมหาศาล ในการลงทุนและการเดินทางไปร่วมประชุมกับประเทศญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ คงจะได้พูดคุยกรอบความร่วมมือที่เรียกว่า Mekong-Japan ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มเอาไว้ตั้งแต่ปี 2551 การประชุมในครั้งนี้มีผู้นำเข้าร่วม 6 ชาติสมาชิก เป้าหมายก็คือเพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของญี่ปุ่นเอง ในฐานะที่เป็นหุ่นส่วนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่โขง

ในฐานะที่ประเทศสมาชิกเองตั้งอยู่ในอาเซียนทั้งหมด คงจะได้หารือความร่วมมือความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ต่อเนื่องจากการประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหินที่ผ่านมา ความร่วมมือดังกล่าวที่ว่านั้นก็คือด้านการเมือง ความมั่นคง เศษรฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งกันและกันมากขึ้น

ที่สำคัญนอกจากนายกรัฐมนตรีจะได้หารือแบบทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญีปุ่น คือนายยูกิโอะ ฮาโตยามะแล้วยังจะได้พบปะหารือกับนักธุรกิจญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงกรณีโครงการมาบตาพุดให้นักธุรกิจญี่ปุ่นทราบด้วยเพื่อตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยต่อไป

สำหรับประเทศไทยแล้วเชื่อว่าการประชุมกลุ่มลุ่มแม่โขงครั้งนี้ จะได้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือที่ทำกับประเทศญี่ปุ่นด้านการลงทุน เป็นปัจจัยบวกที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจญี่ปุ่นได้ระดับหนึ่ง และหากเป็นไปตามกรอบความตกลงนี้ภายใน 2 ปี เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสกลับมามีอนาคตสดใสอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีกับประชาชนคนไทยในวงกว้างต่อไป.

ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2552
หน้า 4