วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ประเทศไทย กับโชคชะตาคนไทยหลัง 26 กพ.?

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

แม้จะเป็นที่ทราบกันทุกวงการว่าขณะนี้ สายตาทุกคู่ของคนไทยทั้งประเทศต่างจับจ้องไปยังวันที่ 26 ก.พ. ภายหลังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ อะไรจะเกิดขึ้น บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร คนเสื้อแดงจะสร้างความปั่นป่วนขนาดไหน จะเกิดม็อบใหญ่โดยมีอดีตนายกฯทักษิณเป็นพลังขับเคลื่อนหรือไม่ แทบทุกทีขณะนี้มีแต่คำถามประเภทนี้ให้ได้ยินยามเจอะเจอกัน และยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้

ความจริงที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย รัฐบาลจะไปหรือไม่ อยู่ที่การแก้ปัญหาทุจริตเป็นหลัก ถ้าไม่สะสางก็จะล้มเหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา ที่ลงเหวเพราะเรื่องเหล่านี้ หากพิจารณาจากสถานการณ์ปกติ

มรสุมลูกนี้จึงน่าห่วงใยยิ่งสำหรับรัฐบาล เพราะฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใช้ประเด็นทุจริตล้มรัฐบาลเช่นกัน จากนั้นหากเสื้อแดงปิดบัญชีรัฐบาลไม่ลงในเดือน มี.ค. ก็จะชุมนุมใหญ่แก้ตัวขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง

ส่วนสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นไปตามคำทำนายว่าจะดำดิ่งอย่างที่อดีตนายกฯทักษิณทำนายไว้หรือไม่นั้น ปัจจัยหลักอยู่ที่ความเสี่ยงทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า ถ้าการเมืองวุ่น เกิดการจลาจล ป่วนเมืองของคนเสื้อแดงเหมือนที่กลุ่มตรงข้ามรัฐบาลส่งเสียงขู่ไว้ ครั้งนี้ประเทศลงเหวอีกรอบ

ที่จริงแล้ว วิกฤตการเมืองที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผชิญอยู่ แม้จะมีเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลเองประกาศแต่เริ่มบริหารประเทศว่าจะใช้แนวทางสมานฉันทน์เป็นหลักในการบริหารจัดการ และแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าไปมากเลยก็ตาม แต่กลับไม่เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนให้ความสนใจมากหนัก

หากแต่สิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ ให้น้ำหนักมากที่สุดขณะนี้กลับมีเพียงประเด็นทุจริตเท่านั้นที่ว่ากันว่าจะเป็นสาเหตุหลักในการโค่นรัฐบาลเอง ซึ่งหากนายกฯอภิสิทธิ์มีความเด็ดขาด กล้าจัดการเหมือนที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข หรือกรณีทุจริตชุมชนพอเพียง ก็ช่วยยืดอายุรัฐบาลได้

นายกฯอภิสิทธิ์จะมีภาวะผู้นำ จัดการกับปัญหาทุจริตในกระทรวงมหาดไทยและจีที 200 ได้เพียงใด ถ้าได้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันรัฐบาลที่ดีที่สุด ปัจจัยที่เหลือที่จะทำให้ประเทศเละเทะเป็นผุยผงหรือไม่ จึงไม่ใช่อยู่ที่อดีตนายกฯทักษิณเพียงประการเดียว

การใช้ความรุนแรงออกนอกกรอบกฎหมายเพื่อขับไล่รัฐบาลให้เร็ว โดยใช้คำพิพากษาคดียึดทรัพย์มาปลุกระดม คนที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแม้จะมีอยู่จริงตามสีต่างๆ ในสังคมก็ตาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงไม่ต้องการให้ประเทศถอยหลังเข้าคลองเช่นที่ผ่านมาเช่นกัน
ดังนั้น หากจะเคลื่อนไหวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สันติวิธี บนวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งก็แน่นอนคงตอบคำถามไม่ได้อีกเช่นกันว่า แล้วประชาชนคนธรรมดาจะได้อะไร
สิ่งที่หลายฝ่ายต้องระมัดระวังคือ หากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําเเหน่งทางการเมือง ที่จะรู้ดำรู้แดงในวันที่ 26 ก.พ. ไม่เป็นไปตามที่ทักษิณต้องการ นั่นคือไม่ได้รับความเป็นธรรม ในสายตาของอดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งอาจส่งผลให้คนเสื้อแดงลุกฮือป่วนประเทศได้นั้น สังคมไทยต้องช่วยกกัน

คำประกาศผ่านการวิดีโอลิงก์หัวข้อการเสวนา “ทิศทางประเทศไทย 2553” นับถอยหลังเพียง 4 วันสุดท้ายก่อนวันพิพากษาว่า “หากคิดจะบีบผมให้ตาย มันไม่มีตายหรอก และถ้ามาบอกว่า เอ็งต้องยอม ถูกยึดทรัพย์ ติดคุกให้หมด อย่างนี้ไม่จบ ถ้าจะมาบีบผมให้ตาย ขอบอกได้ว่า ปี 2553 ไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่เละตุ้มเป๊ะ” สำนวนที่พูด แม้ฟังแล้วจะไม่ค่อยมีหวังในเรื่องสันติแต่ก็ต้องมีสติเช่นกัน

วิเคราะห์ได้ว่า จุดยืนของอดีตนายกฯทักษิณยังเหมือนเดิม คือ ขอเจรจากับผู้มีบารมีเท่านั้น เพื่อเปิดทางไปสู่การนิรโทษกรรมทุกคดี มิฉะนั้นประเทศจะไม่มีทางสงบสุข

คำพูดที่ประวิตร โรจนพฤกษ์ แสดงความเป็นห่วงปนไปด้วยความกังวลก็คือ ศุกร์ที่ 26 กพ.53 นี้ ถ้าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผิดจริงแล้วควรทำอย่างไรต่อ ซึ่งหมายความว่าหากศุกร์นี้ถ้าคุณอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านแล้วพบว่าทักษิณ ชินวัตร โกงกินและผิดจริงโดยเห็นว่าศาลอธิบายได้ชัดเจนแล้ว คุณๆ ในฐานะเป็นคนไทยคงต้องร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรต่อด้วย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ต้องทำความเข้าใจกับความซับซ้อนของข้อมูลในบริบทที่มากมาย ดังนั้น หากมองภาพใหญ่ตอนนี้ คดี 7.6 หมื่นล้านจึงเป็นเพียงกระจกสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ของสังคมไทย ที่ว่าด้วยปัญหาการไร้ความชอบธรรมของวิธีการแก้ปัญหาเรื่องปัญหาสิทธิและความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่กล้าแม้กระทั่งจะเอ่ยถึงในที่สาธารณะ หากไม่กล้าเรียกร้องให้สังคมมีมาตรฐานเดียวกัน

อาจเป็นไปได้หรือไม่ที่ต้นตอแห่งความอัดอั้นตันใจและความเครียดแค้นทางการเมืองของคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยจะคงยังครุกรุ่น รอการปะทุอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สิ่งที่สังคมกำลังขาดตอนนี้ไม่ใช่อารมณ์โกรธแค้นหรือการตัดสินอย่างแยกส่วน หากเป็นการมองภาพใหญ่ให้เห็นว่า ปัญหาวิกฤติการเมืองปัจจุบันมีมากกว่าเรื่อง เอาหรือไม่เอาอดีตนายกฯที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น

ทรัพย์ 7หมื่น 6 พันล้านบาท นั้น เป็นตัวเลขเกินฝันของมนุษย์ธรรมดาทั่วโลก แต่เป็นตัวเลขที่มีอยู่จริงสำหรับครอบครัวชินวัตร

หลังการขายธุรกิจให้กับบริษัทยักษ์ในสิงคโปร์ ครั้งนั้น ขณะที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์อย่างลิงโลดว่าเป็นการล้างมือในอ่างทองคำไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลับมาเป็นวิบากกรรมของเขา

ปรากฏการณ์พิทักษ์หรือยึดทรัพย์ครั้งนี้ คงจะไม่ใช่หน้าสุดท้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ว่ากันว่าไม่เคยห่างไกลจากการแย่งอำนาจในประเทศที่การเมือง คือความมั่งคั่ง ผู้ปราชัยย่อมต้องยอมรับการสูญเสีย

แต่อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ สังคมโดยวงกว้างได้รับรู้ว่า การมีคติว่า ฆ่าคนเพียงคนเดียว ความขัดแย้งทุกอย่างในประเทศก็จบ นั้น ไม่เคยมีอยู่จริงในโลกโดยเฉพาะโลกยุค 3 G สมัยที่ข่าวสารข้อมูลแรงจริงกว่าสิ่งใดๆ

สำหรับอนาคตการเมืองไทยนั้น คงเป็นสิ่งที่ลึกกว่าแค่ปัญหาผิวเผินระหว่างความขัดแยกของเสื้อสีต่างๆ ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง อยู่ที่การกระจายทรัพยากรและเงินตราของประเทศ ความรับรู้และเข้าใจประชาธิปไตยที่ต่างกัน

หวังว่าอนาคตประเทศไทยและชะตาคนไทยหลัง 26 กพ. นี้ผ่านไป ประเทศไทยและสังคมไทยยังคงจะมีทางออกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีได้

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จะอยู่กันอย่างไร อีก 10 วัน ก่อนคดียึดทรัพย์

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

แม้ว่าเซียนการเมืองที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตนักเคลื่อนไหวคนเดือนตุลาที่ชื่อจาตุรนต์ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จะยกธงแล้วฟันลงมาแรงๆว่า ยึดเกลี้ยง ทรัพย์ ทักษิณ แถมเกทับต่อว่าอาจมีคนในรัฐบาลรู้ล่วงหน้า ด้วยท่วงท่ากังวลว่ารัฐบาลอาจฉวยโอกาสใช้กำลังปราบปรามประชาชนหวังความรุนแรง พร้อมติดแบรกแนวทางตั้งกองทัพประชาชนไม่ใช่สันติวิธี ซึ่งเป็นข่าวเมื่อหลายวันก่อนนั้น น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าเป็นตามที่จาตุรนต์โมเดลวิเคราะห์จริง ฉากสุดท้ายของสงครามเสื้อแดงรบแตกหัก พิทักษ์ขุมทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน คงรอดยาก มองจากคิวที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำม็อบพันธมิตรฯ อดีต คตส. และสื่อบางส่วน จะออกมาโหมกระแสตีธงยึดทรัพย์ทั้งหมดและสุดท้ายก็ยึดจนหมด

จากจาตุรนต์โมเดล เป็นไปได้ที่คนจะคิดว่า รัฐบาลจะใช้สื่อของรัฐชี้แจงคดียึดทรัพย์ในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันตัดสิน โดยทำให้เห็นว่า ถ้าตัดสินออกมาแล้วยึดทรัพย์ก็คงพยศ เสื้อแดงก็เป็นผู้ร้าย ถ้าเสื้อแดงไปเข้าทางก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลทำให้คนเห็นว่าเสื้อแดงเป็นฝ่ายผู้ร้าย

เพราะอย่างนี้ ยิ่งใกล้วันที่ศาลจะอ่านคำตัดสินคดี หลายๆ อย่างดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คดีความตามตัวบทกฎหมายอย่างเดียวเท่านั้นที่ถูกจับโยงมาประเด็นเดียวกันกับการยึดหรือไม่ยึดทรัยพ์ครั้งนี้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ตัวเลข ซึ่งหมายถึง เลข 13

มีการตีความกันว่าเลข 13 จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ หากมองจากมุมความเชื่อที่ว่าเลข 13 นั้นอาถรรพ์ เป็นได้ทั้งดีและร้าย แต่จากสถิติตัวเลขนี้มักเป็นไปทางร้ายเสียมากกว่า ดูทั้งจากเหตุการณ์ทั่วโลก โดยเฉพาะกับสังคมไทยนั้นก็อาจจะพูดได้ว่าเลข 13 เป็นสิ่งต้องห้าม โดยเฉพาะอาคารสูงไม่มีชั้นนี้ แม้กระทั่งลิฟท์โดยสารขึ้นตึกสูงก็ไม่มีเช่นกัน

ขออนุญาตยกตัวอย่างจำนวนตัวอักษรชื่อ-นามสกุล เหตุการณ์ ที่รวมกันแล้วได้ 13 แป๊ะพอดี มาวิเคราะห์กันตามเลขศาสตร์กันดู ก่อนอื่น ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาบอกว่าชื่อที่นำมาเป็นข้อสังเกตนี้เป็นบุคคลไม่ดี เป็นแต่ยกตัวอย่างว่าได้เท่ากับ 13 ตามเลขศาสตร์อันน่าพิศวงเท่านั้น ตัวอย่างผลลัทธ์ที่นับได้แล้วเท่ากับ 13 เป็นต้นว่า ทักษิณ ชินวัตร(13) ชวลิต ยงใจยุทธ(13) วีระ มุสิกพงศ์(13) ธีระยุทธ บุญมี(13) ณรงค์ กิตติขจร(13)ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 94(13) ซอย-บ้านเลขที่นายกฯอภิสิทธ์ 32/1-3 ซอยสุขุมวิท 31 ที่ถูกคน ปาสิ่งปฏิกูลใส่ 4 ถุง เหตุการณ์นี้ก็มีเลข 13-31 หรือแม้จะว่าไปแล้วตัวเลขทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้าน เลข 7 กับเลข 6 บวกกันก็ได้ผลลัทธ์เป็นเลข 13 เช่นกัน

สำหรับประเทศไทย ว่าไปแล้ว จะถูกโฉลกกับเลขนี้หรือไม่ คงต้องไปว่ากันที่หลักโหรศาสตร์ตามที่แต่ละคนเชื่อถือ บางคนมองว่าเลข 13 ตามโหรศาสตร์แล้วเลขนี้ไม่ค่อยถูกกับดวงบ้านเมืองสักเท่าไหร่และมองว่าอาจส่งผลกระทบทางดวงดาว กลายมาเป็นชนวนเหตุการณ์ที่มีผลต่อความสุขคนไทยก่อนสถานการณ์การอ่านคำตัดสินคดีได้

อ.เก่งกาจ ปรมาจารย์ด้านโหรศาสตร์ของไทยวิเคราะห์ว่า ในวันที่ 26 ก.พ. 2553 นั้น ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู วันศุกร์เป็นวันอุบาทว์และโลกาวินาศ ตามกาลโยคประจำปี ซึ่งขึ้น 13 ค่ำ ก็มีเลขอาถรรพณ์ คือเลข 13 ขณะที่เวลาขึ้นนั่งบัลลังก์พิพากษาคดีนี้ของศาลคือเวลา 13.00 น.

นอกจากจะลัคนาอยู่ราศีเมถุน มีดาวราหูเล็งในราศีธนู มีดาวเสาร์ดาวมฤตยูทำมุมจตุโกณ ในมุมให้โทษกากบาทแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามีเลข 13 เข้ามาเกี่ยวทุกรายการนั้น ท่ามกลางกระแสร้อนฉ่าทางการเมืองโดยมีคดีทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้าน ครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนเชื้อเพลิงมหึมาที่อาจโหมไฟให้ลุกโชนท่วมเมือง บุคคลเลข 13 จะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นหรือไม่กับสังคมไทย

เรื่องนี้ต้องคิดให้มากว่ามนุษย์เป็นผู้สร้าง ทุกอย่างแก้ไขได้ ถ้าผู้รับผิดชอบอยากแก้

ข้อคิดที่นายจาตุรนต์ ฝากให้สังคมไทยช่วยกันคิดนั้นไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปอย่างเดียว คือขอให้รัฐบาลมีสติในการสร้างความสมานฉันท์ ขณะที่ฝ่ายต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขอให้ยึดหลักสันติวิธีอย่างเคร่งครัด แยกแยะให้ออกว่า ใครคือแกนนำหรือไม่ใช่แกนนำ

อย่างไรก็ตาม หากติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในสังคมขณะนี้ตามที่แหล่งข่าวออกมาระบุว่า พบการฝึกกองกำลังติดอาวุธ ใน 2 อำเภอของ จ.อุบลราชธานี แม้จะจำนวนไม่มากนัก คือชุดละกว่า 10 คนก็ตาม แต่เชื่อว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะเข้ามาสร้างสถานการณ์ระหว่างการชุมนุมองกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนกุมภาพันธ์นี้แน่ ซึ่งจากการเช็คข่าวอดีตสหายต่างๆ ในพื้นที่ก็ยังไม่ทราบว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีจำนวนเท่าใดและได้อาวุธมาจากไหน

โดยแหล่งข่าวยังแสดงความกังวลว่า การชุมนุมคนเสื้อแดงทั้งก่อนและหลังวันตัดสินคดียึดทรัพย์ ระหว่างวันที่ 20-29 กุมภาพันธ์ อาจมีบางกลุ่มเข้ามาสร้างสถานการณ์คล้ายกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทั้งการเผาสถานีตำรวจ การยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐตอบโต้ อาจรวมถึงการเผาที่ทำการของบางพรรค นั้น หลายฝ่ายในสังคมฟังแล้วน่าจะไม่สบายใจเท่าไร แม้จะอ้างที่มาของข้อมูลว่าเป็นเพียงแหล่งข่าวก็ตาม

ยิ่งคำเตือนในมุมของจาตุรนต์โมเดล ที่มีต่อข้อเสนอของบางฝ่ายที่ระบุทำนองว่าหากมีการรัฐประหารให้ถือขวดใส่น้ำมันออกมา ตลอดจนการมีกองกำลังทหารพราน นักรบดำหรือการตั้งกองทัพประชาชนนั้น ไม่ใช่แนวทางสันติวิธี พร้อมแนะแกนนำจะต้องปฏิเสธแนวทางการต่อสู้ด้วยวิธีเหล่านี้

ต้องคอยดูกันต่อว่าหลังมีข่าวเปิด 5 อักษรย่อ 2 ส.-พ.-ป.-ว. ส่งท่อน้ำเลี้ยงแดง ซึ่งมีท่าว่าจะกลายเป็นเรื่องแดงๆ อยู่ขณะนี้ เหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไง

จากนี้ไปอีก 13 วัน ก่อนการอ่านคำตัดสินยึดหรือไม่ยึดทรัพย์ สังคมไทยจะอยู่-จะไป กันอย่างไรต่อเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายก็เฝ้ารอ(อย่างกังวล)ไม่แพ้กัน.

ตีพิมพ์วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553
หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
คอลัมน์ Opinion, Analysis and comment หน้าที่ 4

ประชาชาติประชาธิปไตย กับ การสถาปนาทุนนิยม ตอนที่ 2

©วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างและยาวนานพอสมควรในบางเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองไทย ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศที่ผ่านมานั้น การมีเสียงข้างมากเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะทำให้พรรคการเมืองทั้งหลายตระหนักในข้อนี้

จะเห็นได้ว่าการสิ้นสุดของพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพ หลังปี 2495 มาจนถึงการสิ้นสลายของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และพรรคพลังใหม่ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และไล่มาจนถึงพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และคงจะอีกหลายๆ พรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาชนมีความยากลำบากค่อนข้างมากในการคงอยู่

แม้ว่าในความหมายที่ว่าอำนาจอธิปไตยของประชาชน ประชาชนมีเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมแล้วในระบอบประชาธิปไตยอำนาจจะตกเป็นของประชาชน โดยประชาชนได้ตกลงร่วมกันจะมอบอำนาจให้กับผู้ปกครองหรือผู้แทน ซึ่งเมื่อได้มอบอำนาจให้กับผู้ปกครองหรือผู้แทนแล้ว

การมีหลักประกันว่าทำอย่างไรจะให้ผู้ปกครองหรือผู้แทนของตนไม่กระทำการใดๆ ก็ตามที่อาจจะละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะควบคุมให้ผู้ปกครองหรือผู้แทนทำการปกครองด้วยความเป็นธรรมและเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ผู้ปกครองหรือผู้แทนละเมิดประชาชนก็มีสิทธิที่ถอดถอนผู้ปกครองหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจไป ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตย นั้นอำนาจอธิปไตยจึงเป็นของประชาชน

ประชาธิปไตยคือเสรีภาพ ประชาธิปไตยก็คือให้ประชาชนเลือกตั้งตัวแทนมาปกครอง หลายคนอาจเข้าใจว่า ประชาธิปไตยคือ เสียงส่วนใหญ่ว่าไงก็ต้องว่าตามนั้น

ประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน การปกครองของประชาชน หมายถึงประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเป็นผู้ปกครองได้ทุกคน มีสิทธิ์เข้ารับการเลือกตั้งได้ทุกคน โดยประชาชนคือผู้ที่จะมาปกครองต้องมาจากการเลือกของประชาชน เพื่อประชาชนหมายถึง ผู้ปกครองต้องทำเพื่อประชาชน

การตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้ปกครองนั้นจึงต้องใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสิน แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตยทั้งหมด ผู้ปกครองเมื่อมาจากเสียงส่วนใหญ่แล้วก็ใช่ว่าจะจบแล้วรอให้ครบวาระแล้วค่อยมีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่ใช่ว่ามีอำนาจในมือแล้วจะทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ

หากผู้ปกครองจากเสียงส่วนใหญ่กระทำผิดเสียงส่วนน้อยก็จะเป็นฝ่ายตรวจสอบ และประชาชนที่อยู่ฝ่ายเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องคอยตรวจสอบผู้ปกครองที่ตัวเองเลือกมาด้วยเช่นกัน

หากผู้ปกครองกระทำสิ่งใดไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ผู้ปกครองนั้นก็ต้องมีสิทธิที่จะถูกตรวจสอบและลงโทษได้ หากพบว่าผิดจริง ก็มีสิทธิถูกถอดถอนได้

ประชาธิปไตย มาจากเสียงส่วนใหญ่แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่แปลว่าประชาธิปไตยเสียงส่วนน้อยไม่ใช่แปลว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือการยอมรับเสียงส่วนน้อยด้วย ประชาธิปไตยคือการมีเสรีภาพทางความคิด

เสียงไม่ว่าจะมาจากส่วนใหญ่หรือส่วนน้อย ทุกเสียงก็เป็นเสียงของปวงชนเฉกเช่นเดียวกันเมื่อถึงเวลาทุกเสียงก็มีสิทธิคนละเสียงเท่าเทียมกันเหมือนเดิม เสียงส่วนใหญ่หากอยู่ในหมู่คนไม่ดี ประชาธิปไตยนั้นก็เป็นประชาธิปไตยที่ถูกเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีตามไปด้วย

เหนือสิ่งอื่นใด ประชาธิปไตยที่แท้จริง แตกต่างได้ แต่ต้องไม่แตกแยก ซึ่งเป็นเสน่ห์ของระบอบนี้

คำถามคือคนในสังคมที่อยู่ตรงกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดๆ นั้น จะเลือกอยู่ในฝ่ายที่จะนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ สังคมที่ประชาชาตไทยมีเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ และได้รับการต้อนรับเสมอหน้า มีเกียรติภูมิเทียมกับอารยประเทศทั้งหลาย หรือจะเลือกยืนอยู่กับกลุ่มที่ต้องการให้สถานการณ์ กลับกลายเป็นตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่าทั้งฝ่ายที่ใช้เครื่องมือทุนนิยม และเครื่องมือสังคมนิยม จะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงว่าขณะนั้น เวลานั้น ระดับการผลิตของสังคม ระดับความก้าวหน้าทางวิทยาการ และความตื่นรู้ของสมาชิกสังคมอยู่ในระดับไหน แล้วจึงใช้เครื่องมืออย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงนั้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนของสังคมดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอย่างมากก็คือโลกแห่งการเมืองการปกครองของสังคมเราขณะนี้ ถือได้ว่าพัฒนาการมาไกลมากแล้วทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในยุคนี้ ทุกประเทศทั่วโลกต่างเข้าใจในมาตรฐานสากลเดียวกันของสังคมโลกแล้ว แม้ว่าโลกจะยังต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง ตามกรอบการต่อสู้แข่งขันในโลกระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ) 16 ก.พ. 2553

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ประชาชาติประชาธิปไตย กับ การสถาปนาทุนนิยม ตอนที่ 1

©วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

หากจะตีความตามหลักทางภาษาศาสตร์เพื่อสรรหาความหมายของคำว่า ประชาชาติประชาธิปไตย ด้วยความต้องการความหมายจริงๆ ก็พอจะกล่าวได้ว่า ประชาคือ ปวงชน อธิปไตยคือ ความเป็นใหญ่ เมื่อรวมกันเป็นประชาธิปไตย ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำแปลว่า การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ความเป็นใหญ่นั้น หาได้หมายถึงต่างคนต่างใหญ่ไม่ เพราะหากอยากใหญ่กันทุกคน คงจะยุ่งไม่น้อยทีเดียว

ประชาชาติประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยปวงชนจำนวนมาก ปวงชนจึงจำเป็นต้องยอมรับในเรื่องทั้งสิทธิและหน้าที่ ความหมายที่ตรงๆ ก็คือถ้ามีแต่หน้าที่เพียงอย่างเดียว อาจหมายถึงผู้รับใช้ หรือความหมายที่แรงกว่าก็อาจเป็นทาส ขณะเดียวกันหากมีเพียงสิทธิอย่างเดียวก็ทำให้ถูกมองว่าอภิสิทธิ์ชนได้

จากประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยแบบตรงที่มีสมาชิกสภาประชาชนนั้น ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกราว 500 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับยุคกรีกโบราณ

พัฒนาการที่สำคัญคือ หลังจากมีอาณาจักรกว้างใหญ่ขึ้น ประชากรมากขึ้น ประชาธิปไตยแบบผ่านตัวแทนหรือประชาธิปไตยโดยอ้อมก็จึงถือกำเนิดขึ้นแทนที่ระบอบเดิม นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อีกทั้งแผ่ขยายไปยังดินแดนที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สหรัฐฯ หรือแม้แต่ประเทศไทย

ประชาธิปไตย หมายถึงระบอบการปกครองประเทศระบอบหนึ่ง ซึ่งเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

คำว่าประชาชน ในที่นี้มิได้หมายความแต่เฉพาะบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นเช่น คนร่ำรวย คนยากจน เจ้าของที่ดิน คนงานหรือชาวนาเท่านั้น แต่หมายถึงปวงชนทั้งชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนยากดีมีจนอย่างไร ประกอบอาชีพใดก็ตาม ปวงชนเหล่านี้ย่อมมีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบ ในการปกครองประเทศร่วมกันและอย่างเสมอภาคกัน

ระบอบประชาธิปไตย ถือความเห็นของปวงชนฝ่ายข้างมาก เป็นเกณฑ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในขณะเดียวกันสิทธิของปวงชนฝ่ายข้างน้อยก็ย่อมได้รับความคุ้มครอง โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งความเห็นฝ่ายข้างมากนั้น จะต้องเป็นความเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผลและเป็นธรรมเมื่อพิจารณาในแง่ของศีลธรรมแล้ว

ระบอบประชาธิปไตยมีหลักการที่มีรากฐานสืบเนื่องมาจากศีลธรรม กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยเคารพในความเป็นธรรม เหตุผล เมตตาธรรม ความศรัทธาในมนุษยชาติและความเคารพในเกียรติภูมิแห่งมนุษยชน

การจัดให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ว่านี้ หากจะหยิบเหตุผลสำคัญในเชิงการเมืองก็มีด้วยกัน 2 ข้อ คือ

ข้อที่ 1 ระบอบการปกครองนี้ส่งเสริมให้ประชาชน มีส่วนมีเสียงในการปกครองประเทศโดยทั่วหน้ากัน บุคคลเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นบุคคลประเภทใด เมื่อร่วมกันทั้งชาติ ย่อมตัดสินใจได้ดีกว่าบุคคลเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเดียวเท่านั้น

ข้อที่ 2 ปวงชนทั้งชาตินั้นเอง ควรจะมีสิทธิที่จะเลือกผู้ที่จะมาปกครองตน และมาบริหารราชการแผ่นดินเพื่อผลประโยชน์ของปวงชน ไม่มีผู้อื่นใดเหมาะสม ที่จะเลือกผู้บริหารได้ดีกว่าปวงชนนั้นๆเอง

นอกเหนือจากรูปแบบของการใช้อำนาจโดยตรงและผ่านผู้แทนของประชาชนแล้ว สิ่งที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยได้แก่ปรัชญาของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมองไปที่ธรรมชาติของมนุษย์ กฎแห่งธรรมชาติ และ สภาวะธรรมชาติ

นักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับมากท่านหนึ่งในเมืองไทย อย่าง ศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิบายหลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริงไว้เป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ

-หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน(Popular Sovereignty) ในหลักการนี้เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยที่จะต้องเป็นของประชาชน เพื่อให้การปกครองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยประชาชนมีอำนาจในการเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปปกครอง และรวมไปถึงอำนาจในการถอดถอนผู้แทนที่ตนเองเลือกด้วย

-หลักเสรีภาพ(Liberty)ในหลักการข้อนี้จะเป็นการให้ความสำคัญกับเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเสรีภาพเหล่านี้จะต้องมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาคของประชาชน

-หลักความเสมอภาค(Equality) หลักการในข้อนี้ให้ความสำคัญกับความเสมอภาค ถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะเกิดมามีความแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพียงความแตกต่างกันทางกายภาพ สำหรับความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางโอกาส ซึ่งหมายถึงประชาชนจะมีโอกาสที่เท่ากันในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา

-หลักกฎหมาย (Rule of Law) หลักการในข้อนี้จะให้ความสำคัญกับการบัญญัติกฎหมายที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน โดยมีความชอบธรรม บังคับใช้กับประชาชนอย่างยุติธรรมมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะใช้กับบุคคลใดหรือชนชั้นใด

-หลักเสียงข้างมาก(Majority Rules) ปัจจุบันประชากรของรัฐแต่ละรัฐนั้นมีจำนวนมาก ซึ่งคงเป็นการยากที่จะให้ทุกคนในรัฐมีความคิดเห็นเหมือนกัน ดังนั้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยหลักการเสียงข้างมาก เพราะเสียงเอกฉันท์คงจะเป็นไปได้ยาก

ส่วนการใช้เสียงข้างมากแค่ไหนเป็นเกณฑ์นั้นขึ้นอยู่กับความสำคัญของปัญหา ถ้าสำคัญมากคงต้องใช้เสียงข้างมากที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างก็ดีหลักการเสียงข้างมากนั้นก็ไม่อาจจะละเลยสิทธิของเสียงข้างน้อยได้ ทั้งนี้จะต้องมีหลักประกันที่ให้ความคุ้มครองกับเสียงข้างน้อย เพื่อป้องให้ไม่ให้เสียงส่วนใหญ่กดขี่ข่มเหงเสียงส่วนน้อย

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ) 10 ก.พ. 2553

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สภาพสังคมไทย 2010 : ยังไม่ตายก็อยู่กันไป

©วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

พอจะกล่าวได้อยู่กระมั่งว่าสภาพสังคมไทยยังวุ่นวายจากการโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอดีตนายกฯทักษิณ แม้จะถูกเฝ้ามองจากสังคมว่ากำลังแปลงร่างจากความขัดแย้งเป็นความรุนแรงในระยะอันไม่นานนี้ก็ตาม ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทยมานานพอสมควร เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต

สวนดุสิตโพล สอบถามความคิดเห็นของเยาวชนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,279 คน แยกเป็นชาย 1,410 คน 43.00% หญิง 1,869 คน 57.00 %) สรุปผลได้ดังนี้

เยาวชนไทยมองสภาพสังคม โดยเฉพาะเจาะไปที่ประเด็นการเมืองไทยวันนี้อย่างไร ผลสำรวจทีได้ น่าเบื่อมีแต่เรื่องโต้เถียง/ขัดแย้งกัน/ขาดความสามัคคี 33.97%มุ่งแต่แก่งแย่งอำนาจ/เอาชนะคะคาน/ไม่ยอมลดรากัน 30.07%มีแต่คอรัปชั่น/ทุจริต/โกงกิน 24.18%ไม่สามารถเป็นแบบอย่างให้เยาวชนได้6.13% ไม่เจริญ/ไม่พัฒนา/ด้อยพัฒนา 4.48% อื่นๆ อาทิเช่น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่,ไม่อยากยุ่งเกี่ยว 1.17%

สิ่งที่เยาวชนไทย อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย ณ วันนี้ให้ดีขึ้น ผลสำรวจที่ได้คือ ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน/สามัคคี/ทำเพื่อชาติ/หยุดเอาชนะคะคานกัน 37.85% หยุดคอรัปชั่น/สร้างความโปร่งใส/ตรวจสอบทุจริตในอดีตโดยเร็ว 26.20% พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดเคลื่อนไหว/อยากให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 21.74% อยากให้รัฐธรรมนูญร่างเสร็จเร็วๆ /อยากให้มีการเลือกตั้ง 6.65%นักการเมืองไทยหยุดทำร้ายประเทศชาติและประชาชน 6.07% อื่นๆ อาทิเช่น อยากเห็นนักการเมืองหน้าใหม่,อยากให้ทหารจัดการให้เด็ดขาด 1.49%

สำนักเอแบคโพลล์ ได้ทำการสำรวจผลการวัดเรตติ้งความรู้สึกของสาธารณชนต่อสิ่งที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นตลอดปีใหม่นี้และนักการเมืองที่อยากให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ในสถานการณ์วิกฤตภาพลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาดังนี้ ผลการวัดเรตติ้งความรู้สึกของสาธารณชนต่อสิ่งที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นตลอดปีใหม่นี้ และนักการเมืองที่อยากให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ในสถานการณ์วิกฤตภาพลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจเอแบคเรียลไทม์โพลล์(Real-Time Survey) ที่เป็นการสำรวจสุ่มตัวอย่างจากฐานข้อมูลครัวเรือนประมาณ 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตามหลักสถิติการเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น จากนั้นทำการติดตั้งโทรศัพท์ให้กับตัวอย่างสำหรับตัวอย่างครัวเรือนที่ไม่มีโทรศัพท์พื้นฐาน

โดยในครั้งนี้สำรวจเรื่องผลการวัดเรตติ้งความรู้สึกของสาธารณชนต่อสิ่งที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นตลอดปีใหม่นี้และนักการเมืองที่อยากให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ ในสถานการณ์วิกฤตภาพลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้

โดยทำการสำรวจความรู้สึกนึกคิดและข้อเท็จจริงจากประชาชนทั่วประเทศใน 17 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี นนทบุรี ชลบุรี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา พังงา ตรัง และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 1,184 ครัวเรือน

ประเด็นที่พบว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นในปีใหม่นี้ 5 อันดับแรกคือ อันดับแรกหรือร้อยละ 50.2 อยากเห็นความรักความสามัคคีของคนในชาติ อันดับที่สองหรือร้อยละ 25.3 อยากเห็นบ้านเมืองมีความสงบสุข อันดับที่สามหรือร้อยละ 13.6 อยากเห็นคนในชาติอยู่ดีกินดีเศรษฐกิจดีขึ้น และรองๆ ลงไปคือ มีประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ และมีความยุติธรรมในสังคม

ส่วนสิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นในปีใหม่นี้ 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 42.4 ไม่อยากเห็นคนไทยแตกแยก ขาดความสามัคคีอันดับที่สองหรือร้อยละ 30.5 ไม่อยากเห็นปัญหาความรุนแรงทางการเมือง อันดับที่สามหรือร้อยละ 11.1 ไม่อยากเห็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศและรองๆ ลงไปคือไม่อยากเห็นปัญหาภัยธรรมชาติ และความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับสิ่งที่ประชาชนดีใจมากที่สุด ที่เห็นคนอื่นๆ ทำกันในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 53.9 ดีใจมากที่สุดที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันดับที่สองหรือร้อยละ 17.7 ดีใจที่สุดที่เห็นคนไทยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อันดับที่สามหรือร้อยละ 7.8 ดีใจที่สุดที่เห็นคนไทยแสดงความรักความสามัคคี ร้องเพลงชาติพร้อมเพรียงกัน และรองๆ ลงไปคือ ดีใจที่สุดที่เห็นคนไทยทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรม และแสดงพลังรักชาติ

นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนดีใจที่สุดที่ตนเอง ได้ประพฤติปฏิบัติในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 15.0 ดีใจที่ได้ทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรมในปีที่ผ่านมา อันดับที่สองหรือร้อยละ 14.8 ดีใจที่ดูแลรับผิดชอบคนในครอบครัว อันดับที่สามหรือร้อยละ 13.7 ดีใจที่สุดที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น และรองๆ ลงไปคือ ดีใจที่สุดที่ตนเองได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนคนไทยเสียใจที่สุด ที่เห็นคนอื่นทำกันในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 54.3เสียใจที่สุดที่เห็นความแตกแยก ไม่สามัคคีกันของคนในชาติ อันดับที่สองหรือร้อยละ 9.4 เสียใจที่สุดที่เห็นคนอื่นไปร่วมชุมนุมทางการเมือง อันดับที่สามหรือร้อยละ 5.6 เสียใจที่เห็นการทำร้ายร่างกาย ข่มขืนเด็กและสตรี และรองๆ ลงไปคือ เสียใจที่เห็นการทำผิดกฎหมาย และการทุจริต คดโกง

สำหรับสิ่งที่ประชาชนเสียใจที่สุด ที่ตนเองได้ทำในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ ร้อยละ 32.4 เสียใจที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เสียใจ รองลงมาคือร้อยละ 11.4 เสียใจที่ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว อันดับที่สามหรือร้อยละ 10.5 เสียใจที่ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ อันดับที่สี่หรือร้อยละ 10.0 เสียใจที่ตนเองสร้างความแตกแยก ขาดความสามัคคี และรองๆ ลงไปคือ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เบียดเบียนผู้อื่น โกหกหลอกลวงผู้อื่น และมั่วสุมอบายมุข เป็นต้น

แนวโน้มความสุขมวลรวม GDH ของคนไทยภายในประเทศประจำเดือนมกราคม 2553 และความตั้งใจจับจ่ายใช้สอยของคนไทยเชื้อสายจีนในช่วงตรุษจีนปีนี้

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน(Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR)เปิดเผยผลวิจัยเรื่องแนวโน้มความสุขมวลรวม GDH ของคนไทยภายในประเทศประจำเดือนมกราคม 2553 และความตั้งใจจับจ่ายใช้สอยของคนไทยเชื้อสายจีนช่วงตรุษจีนปีนี้ ตัวอย่างประชาชนใน 28 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สระบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครนายก สระแก้วชลบุรี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เลย หนองคาย กาฬสินธุ์ พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ อุทัยธานี สุโขทัย เพชรบูรณ์ สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานีและสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 5,570 ตัวอย่าง

ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 24-30 มกราคม 2553 เมื่อพิจารณาผลวิจัยแนวโน้มความสุขมวลรวมหรือค่า Gross Domestic Happiness, GDH ของคนไทยภายในประเทศในเดือนมกราคมปี 2553 ล่าสุดเปรียบเทียบกับช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว พบว่าค่าความสุขลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือจาก 7.26 ตกลงมาอยู่ที่ 6.52

ในการสำรวจครั้งนี้พบว่า ความสุขของคนไทยโดยภาพรวมทั้งประเทศที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ตกลงจากที่เคยสูงถึง 5.58 เหลือเพียง 4.06 เท่านั้น

นอกจากนี้ ค่าความสุขคนไทยที่น่าเป็นห่วงเกือบทุกตัวชี้วัด คือ ความเป็นธรรมในสังคมตกลงจาก 7.07 มาอยู่ที่ 5.19 สภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนตกลงจาก 7.09 มาอยู่ที่ 5.87 บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชนตกลงจาก 7.58 มาอยู่ที่ 6.67 บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวตกลงจาก 8.96 มาอยู่ที่ 8.01 และสุขภาพใจของประชาชนก็ตกลงจาก 7.96 มาอยู่ที่ 7.58 ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อจำแนกค่าความสุขมวลรวมของคนไทยตามภูมิภาค พบว่า คนกรุงเทพมหานครมีค่าความสุขต่ำที่สุดคือ 6.17 คนในภาคกลางได้รองสุดท้ายคือ 6.19

ส่วนประชาชนที่มีความสุขมวลรวมมากที่สุดคือคนในภาคเหนือได้ 7.37 และรองลงมาคือประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ 6.69 ส่วนประชาชนในภาคใต้ได้ 6.48

ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ และบรรยากาศความขัดแย้งของผู้ใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้กำลังลดทอนความสุขของประชาชนคนไทยลงไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ความสุขของประชาชนคนไทยเคยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและกระจายไปในทุกกลุ่มทั่วประเทศ

ผลสำรวจที่ได้สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อสอบถามเฉพาะกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ถึงความตั้งใจจะจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีน เรื่องการเซ่นไหว้ อั่งเปา และการท่องเที่ยว ซึ่งพบว่า ประชาชนคนไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 36.8 ระบุว่าเตรียมเงินไว้มากกว่าปีที่แล้วในการเซ่นไหว้ แต่ปัญหาการเมืองอาจทำให้เปลี่ยนใจ

คนไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 30.4 ระบุว่าเตรียมเงินไว้มากกว่าปีที่แล้วสำหรับค่า อั่งเปา แต่ปัญหาการเมืองอาจทำให้เปลี่ยนใจและคนไทยเชื้อสายจีนถึงร้อยละ45.8 ที่ตั้งใจจะใช้จ่ายเงินเรื่องท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าปีที่แล้ว แต่ปัญหาการเมืองอาจทำให้เปลี่ยนใจโดยผลสำรวจพบว่ามีไม่เกินร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ตั้งใจจะใช้จ่ายเงินในเรื่องเซ่นไหว้ อั่งเปา และการท่องเที่ยว น้อยกว่าปีที่แล้ว

ผ.อ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า มีอยู่สองเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับสังคมไทยในผลวิจัยชิ้นนี้คือ ความขัดแย้งของผู้ใหญ่ในสังคมที่เกี่ยวยงไปยังปัญหาทางการเมือง และความไม่เป็นธรรมในสังคมที่กำลังลดทอนความสุขของคนไทย โดยจะพบตัวชี้วัดความสุขของคนไทยเกือบทุกตัวลดลงโดยเฉพาะ บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและชุมชนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ความสุขต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง

จึงเสนอให้ผู้ใหญ่ในสังคมเคลื่อนไหวทางการเมืองกันอย่างสร้างสรรค์ แสดงภาพให้สาธารณชนเห็นถึงการจับมือร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศ แม้จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะอำนาจที่จะทำให้คนไทยจำนวนมากมีความสุข หรือทุกข์ก็อยู่ในการเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่เหล่านั้น

แต่ทางออกสำหรับประชาชนคือ การปรับตัวให้อยู่ได้ในทุกสถานการณ์ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเมื่อความแตกแยกตกลงมาอยู่ในครัวเรือน คนที่เป็นทุกข์ไม่ใช่นักการเมืองและคนที่เคลื่อนไหวให้เกิดความแตกแยก แต่กลับเป็นคนในครอบครัวและชุมชนมากกว่าที่เป็นทุกข์

ดังนั้น บรรยากาศความขัดแย้งของผู้ใหญ่แต่ละฝ่ายๆ ในสังคมไทยขณะนี้ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลดทอนความสุขของคนไทยในช่วงเทศกาล ไม่เช่นนั้น สภาพสังคมไทยปี 2010 คงไม่พ้นสภาพที่ว่ายังไม่ตายก็อยู่กันไป แบบเซ็งๆ เครียดๆ แบบที่เป็นๆ อยู่.

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

O-NET /V.NET หรือสุดท้ายก็แปะเจี๊ยะ?

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

แม้ว่าเทศกาลสอบ O-NET และ V.NET ของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 และ ม.3 จะเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (2-6 ก.พ.53) แต่คล้ายๆ กับว่าฤดูกาลเก็บแปะเจี๊ยะก็กำลังเกิดขึ้นเช่นกัน แม้ว่ารัฐมนตรีป้ายแดงอย่างนายชินวรณ์ บุณยเกียรติจะกล่าวยืนยันว่าการรับนักเรียนปีนี้ผู้ปกครองสบายใจได้

ต่อกรณีที่ว่าเด็กทุกคนต้องมีที่เรียนลั่นต้องไม่มีแปะเจี๊ยะ ระบุเรียน ร.ร.ทั่วไปก็มีสิทธิเข้ามหาวิทยาลัย เหมือน ร.ร.ดัง ให้ร.ร.ที่แข่งขันสูงต่อยอดเปิด ร.ร.คู่ขนาน พร้อมหนุน ร.ร.เอกชนมีสัดส่วนรับเพิ่มขึ้น พร้อมกับออกมาส่งเสียงแนะครูปรับกระบวนการสอนอย่ายัดเยียดแต่เนื้อหา ให้เน้นกระบวนการใช้ชีวิต เปลี่ยนค่านิยมหลงแต่ใบปริญญา ตามสายเลือดคนเคยเป็นครูเก่าก็ตาม

แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสิ่งที่รัฐมนตรีอย่างนายชินวรณ์ ยืนยันเรื่องการรับนักเรียนปีนี้ทุกคนมีที่เรียน ลั่นแปะเจี๊ยะจะไม่เกิดขึ้น

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวมอบนโยบายการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2553 ผ่านการถ่ายทอดสดทางช่อง 9 อสมท. ที่แม้ว่าท่านเองจะบอกว่าได้มอบให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ทำความเข้าใจกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังแต่ละโรงเรียนไปจนถึงผู้ปกครองว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปีนั้น ไม่ใช่การแจกหนังสือ แจกอุปกรณ์การเรียน

หากแต่เป็นเรื่องสวัสดิการที่นำไปสู่เข้าการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน เพื่อความเสมอภาค และโรงเรียนต้องเป็นฐานจัดการอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ในอนาคตอยากให้ทุกภาคส่วนมีส่วนในการเข้ามาสนับสนุนส่งเริมการศึกษาให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังขาดการระดมทุนเพื่อการศึกษาอยู่

อย่างไรก็ตาม ตนจะเร่งรัดในการออกกฎหมายเพื่อมารองรับในการเชิญชวนประชาชน มาลงทุนด้านการศึกษา “เราอยากระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองที่มีความพร้อมเท่านั้น โดยในปีนี้อยากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ผมอยากเห็นกระบวนการระดมทรัพยากรในการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าหากโรงเรียนใดสามารถแสวงหาผู้ปกระกอบการ หรือภาคส่วนใดสามารถช่วยเหลือ สนับสนุนด้านการศึกษาได้เหมือนการมาทำบุญเพื่อให้การศึกษาบรรลุเป้า ทางกระทรวงศึกษาฯ ยินดีจะเชิดชูเกียรติให้

นายชินวรณ์กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายการรับนักเรียนในปีนี้ 2553 นั้น ตนอยากให้ผู้ปกครองสบายใจได้ว่า นักเรียนทุกคนต้องมีที่เรียน และต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน หากนักเรียนตั้งใจที่จะเรียนจริงๆ ก็จะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ก็ต้องสร้างค่านิยมใหม่ที่ไม่ใช่การยึดติดแต่โรงเรียนชื่อดัง

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ตนจะเน้นย้ำว่าทุกสถานศึกษาต้องไม่มีแป๊ะเจี๊ยะเกิดขึ้น และได้ขอร้องไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนอย่ารับการช่วยเหลือเพื่อต่อรองในการเข้าเรียน

นายชินวรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงนั้นตนจะทำใน 3 เรื่อง คือ 1. จะเอาตัวเลขการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้เป็นเครื่องยืนยัน เพราะถึงแม้ว่านักเรียนจะไม่ได้ผ่านมาจากโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง ก็มีโอกาสได้เรียนต่อเท่ากัน

ทั้งนี้ก็มากจากการปรับกระบวนการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ที่เน้นให้เด็กต้อง สนใจในชั้นเรียนมากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องเรียนกวดวิชา หรือเรียนโรงเรียนดีแล้วจะได้เข้ามหาวิทยาลัย 2.ต้องแนะแนวนักเรียนให้เข้าใจถึงโอกาสที่จะเรียนต่อ ไม่ใช่ว่าต้องมาอยู่ในโรงเรียนยอดฮิดเท่านั้น

ทั้งนี้จะมุ่งเน้นค้นหาอัจฉริยภาพของนักเรียน โดยให้ครูแนะแนวแนะนำทางเลือก ไม่ใช่เลือกตามค่านิยม แต่ให้เลือกตามความสามารถ ความถนัด 3.จะต่อยอดโรงเรียนที่แข่งขันสูง โดยสร้างโรงเรียนคู่ขนาน

ทั้งนี้จะสนับสนุนให้โรงเรียนเอกชน มีสัดส่วนรับนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ต่อไปนี้โรงเรียนเอกชนใดที่เปิดห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ดนตรี กีฬาหรือส่งเสริมความสามารถเด็กในแต่ละด้าน ศธ.จะสนับสนุนเป็นพิเศษ ซึ่งคิดว่าจะเป็นจุดขายของโรงเรียนเอกชนในอนาคตเพื่อแบ่งเบาภาระโรงเรียนที่แข่งขันสูงได้

นายชินวรณ์กล่าวด้วยว่า สำหรับวิธีจัดการกับสัดส่วนนักเรียนต่อห้องนั้น ในฐานะที่เคยเป็นครูมาก่อน ตนจะมองนอกกรอบเพราะเชื่อว่าบางชั้นเรียนจะมี 60 คน 50 คน 45 คน ก็สามารถสอนได้ ถ้าเด็กมีพัฒนาการที่ใกล้เคียงกัน
แต่บางชั้นเรียนที่มีเด็กพิเศษ เด็กที่ต้องส่งเสริมอัจฉริยภาพอย่างชัดเจนก็ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่อห้องที่น้อยลง

จากนี้ครูต้องสอนภายใต้การสอนแบบใหม่ เพราะที่ผ่านมาพยายามยัดเยียดแต่สาระการเรียนรู้ ต่อจากนี้ต้องเน้นกระบวนการใช้ชีวิต จึงอยากให้ครูเปลี่ยนกรอบความคิดตรงนี้ด้วย แต่ที่มากกว่านั้นการที่จะเปลี่ยนค่านิยม ไม่ให้คนเรียนในโรงเรียนยอดฮิต เรียนเพื่อใบปริญญาก็ต้องใช้เวลา

จากการศึกษาก็พบว่า ช่วงหลังผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มสนใจให้ลูกตัวเองมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยจะเน้นการเสริมทักษะด้านอื่นๆ อาทิเช่น ดนตรี กีฬา ไม่ใช่แค่พัฒนาด้านวิชาการอย่างเดียว เด็กจะได้ไม่สมองโต แต่หัวใจอ่อนแอ

สำหรับโครงการเดิมที่ทุกหน่วยงานดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ขอให้ดำเนินการให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยให้รวมพลังการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ โดยขอความร่วมมือทั้งในเรื่องของ

-การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ขอให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญในเรื่อง คุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วมทางการศึกษา และร่วมขับเคลื่อนโดยพร้อมเพรียงกัน

-โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเตรียมการให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้คุณภาพดีกว่าเดิม โดยยึดหลักภาคี 4 ฝ่าย ได้แก่ ครู กรรมการนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชนที่ต้องเข้ามาดูแล
-จัดตั้ง “โรงเรียนดีประจำตำบล” จะนำร่องเขตพื้นที่การศึกษาละ 1 โรงเรียน 1 ตำบล โดยคัดโรงเรียนในกำกับของชุมชน ให้มีภาคีระหว่างชุมชน อบต. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากนั้นจัดทำ MOU ร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงมหาดไทย และนายกเทศมนตรี โดยขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อร่วมกันจัดการศึกษา ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก และยุทธศาสตร์ในการลดภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

-พัฒนาการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจะทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงภาคใต้ โดยการพัฒนาปอเนาะให้เข้มแข็ง ปรับปรุงหลักสูตรการสอนศาสนาในโรงเรียน เพื่อจะใช้การศึกษาสร้างสันติสุขและสมานฉันท์

-สร้างแหล่งเรียนรู้ราคาถูกคือ กศน.ตำบล โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และ อบต. จะทำให้ครบทุกตำบลภายในปี 2553

-จัดทำโครงการ Teacher channel เพื่อการพัฒนาคุณภาพครู ให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่วนโครงการ Tutor channel ให้ทำต่อไปและให้นำไปไว้ในเว็บไซต์ด้วย

-สร้างขวัญและกำลังใจครู จะดำเนินการผลักดันพระราชบัญญัติเงินวิทยฐานะ ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ ขวัญกำลังใจให้เพี่อนครู จะจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู
-สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อให้สนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ โดยส่งเสริมให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาเป็นหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการองค์ความรู้

คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า นโยบายการพัฒนาการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการผู้ที่มาจากครูจริงๆ จะสามารถสานฝัน สร้างความเข้มแข็งสร้างความเป็นปึกแผ่น เพื่อผลักดันนโยบายการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ให้เกิดเป็นจริงเป็นจัง ภายใต้ร่มเงาเสมานี้ได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ หลังผ่านการสอบ O-NET /V.NET รอบนี้ผ่านไป แปะเจี๊ยะจะยังคงมีอยู่อีกหรือไม่ ต้องรอดูสักระยะ.

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553