วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com
แม้ผู้นำของประเทศไทยในฐานประธานอาเซียนอย่าง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะปฏิเสธใช้เวทีภูมิภาคเคลียร์ใจกับนายกฯฮุนเซน เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ในระหว่างประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นครั้งที่ 1 แม้จะต้องเผชิญหน้ากันอย่างจังในงานที่สมาพันธุ์ธุรกิจญี่ปุ่น และสภาหอการค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอย่างที่เป็นข่าวก็ตาม ก็ใช่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเย็นลงเสียทีเดียว แต่กระนั้น การพบกันของผู้นำทั้งสองก็ยังคงต้องมีอยู่ดี
อย่างไรก็ตามในระหว่างวันที่ 5-7 พฤศิกายน 2552 ที่ผ่านมานั้น แม้จะมีการประชุมของสมาชิกผู้นำกลุ่มลุ่ม แม่น้ำโขงครั้งที่ 1 ที่ประเทศญ่ปุ่น สมาชิกลุ่มแม่น้ำโขงกันก่อนอันที่จริงแล้วสมาชิกของลุ่มแม่น้ำโขงมีเพียง 6 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ทำประชากรของสมาชิกกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงมี 220 ล้านคน
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งของสมาชิกกลุ่มก็เพื่อพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ความร่วมมือด้านความร่วมมือเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้การประชุมในครั้งนี้สื่อมวลชนไม่ค่อยประโคมข่าวสักเท่าไหร่มากนัก เพราะมีข่าวเด่นประเด็นร้อนถูกโฟกัสไปที่สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้งอตีตนายกฯทักษิณ ชิณวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายก
ที่จริงแล้วการแต่งตั้งในครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวของกัมพูชา แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินไปประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงมอบให้กระทรวงต่างประเทศ เรียกทูตของไทยกลับประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้
การประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงกันต่อดีกว่า การที่ท่านนายกของไทยเดินทางไปประชุมในครั้งนี้ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2552 ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมานั้น นับว่าเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ประเทศญี่ปุ่นเองในฐานะเป็นประเทศคู่เจรจาหรืออาเซียน + 3 มี ญี่ปุ่น จีน และ เกาหลีใต้
การประชุมในครั้งนี้ประเด็นสาระการประชุมนอกเหนือจากความร่วมมือของสมาชิกแล้ว สิ่งที่น่าจับตาก็คือไทยกับญี่ปุ่นดฟกัสไปที่เศษรฐกิจ การกระชับความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน การให้การช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนด้วยกันเอง
หากยังไม่ลืมปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม(Environment) การพัฒนาทรัพยาการมนุษย์(Human Resource Development) กรณีมาบตาพุด บ้านฉางระยองจนทำให้ศาลปกครองสั่งระงับโครงการชั่วคราว 76 โครงการมูลค่าสี่แสนล้านบาท (400,0000) ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของประเทศด้วยซึ่งเป็น MEGA โปรแจกของรัฐบาล
นับเป็นโอกาสที่ดีที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้พบปะพูดคุยกับนักธุรกิจของญี่ปุ่น เพื่อชักนำมาลงทุนในโครงการมาบตาพุด และคงถือโอกาสได้ชี้แจงปัญหาสิ่งแวดในพื้นที่ ประเทศยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ รัฐบาล ต้องมีความจริงใจมีมาตรการมารองรับในการแก้ไขปัญหาเนื่องจากโครงการมาบตาพุดเม็ดเงินมหาศาล ในการลงทุนและการเดินทางไปร่วมประชุมกับประเทศญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ คงจะได้พูดคุยกรอบความร่วมมือที่เรียกว่า Mekong-Japan ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มเอาไว้ตั้งแต่ปี 2551 การประชุมในครั้งนี้มีผู้นำเข้าร่วม 6 ชาติสมาชิก เป้าหมายก็คือเพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของญี่ปุ่นเอง ในฐานะที่เป็นหุ่นส่วนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่โขง
ในฐานะที่ประเทศสมาชิกเองตั้งอยู่ในอาเซียนทั้งหมด คงจะได้หารือความร่วมมือความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ต่อเนื่องจากการประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหินที่ผ่านมา ความร่วมมือดังกล่าวที่ว่านั้นก็คือด้านการเมือง ความมั่นคง เศษรฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งกันและกันมากขึ้น
ที่สำคัญนอกจากนายกรัฐมนตรีจะได้หารือแบบทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญีปุ่น คือนายยูกิโอะ ฮาโตยามะแล้วยังจะได้พบปะหารือกับนักธุรกิจญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงกรณีโครงการมาบตาพุดให้นักธุรกิจญี่ปุ่นทราบด้วยเพื่อตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยต่อไป
สำหรับประเทศไทยแล้วเชื่อว่าการประชุมกลุ่มลุ่มแม่โขงครั้งนี้ จะได้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือที่ทำกับประเทศญี่ปุ่นด้านการลงทุน เป็นปัจจัยบวกที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจญี่ปุ่นได้ระดับหนึ่ง และหากเป็นไปตามกรอบความตกลงนี้ภายใน 2 ปี เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสกลับมามีอนาคตสดใสอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีกับประชาชนคนไทยในวงกว้างต่อไป.
ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2552
หน้า 4
วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
กระแสชาตินิยมมา ธุรกิจไป ความจริงที่ต้องระวัง?
วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ภาพของการโอบกอดกันกลมของอดีตผู้นำไทยกับผู้นำกัมพูชาที่ผ่านมานั้น ถ้าจะถือเป็นตัวเร่งกระแสรักชาติ คลั่งชาติ และทรยศชาติก็เป็นเรื่องที่จะมองกันได้ในทุกมุม ที่สำคัญคือมุมที่มองนั้น ถูกทุกฝ่ายนำมาขยายผลให้กลายเป็นปมขัดแย้งเพื่อสร้างประโยชน์ทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อคิดจะนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง
หลังการโอบกอดผ่านไปสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียไป คือ ผลประโยชน์นับเป็นเม็ดเงินไม่น้อยกว่าสี่หมื่นล้านบาท ต้องบอกว่าบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตด้านอื่นๆ พลอยได้ผลกระทบไปตามๆ กัน
สถานการณ์กำลังจะเดินไปถึงจุดเดิมเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ตอนนี้ แต่หากเกิดขึ้นซ้ำอีก ก็ถือว่าเป็นความโหดร้ายที่คนไทยอาจต้องเผชิญก็แล้วกัน
อีกทั้งกระแสการแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้ ก็ยังตอบไม่ได้ว่ารัฐธรรมแบบไหนจะถึงใจไทยแลนด์ แต่ที่แน่ๆ การโหมโรงแก้รัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าเต็มที่ แต่ก็มองเห็นฝั่งยากเต็มทน
ความจริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้วสารพัดนึกจะแก้ได้ทุกปัญหา มันอยู่ที่คน อยู่ที่นักการเมืองที่เป็นผู้เล่น ประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกจะมีจริยธรรมและจิตสำนึกแค่ไหน หากคนใช้ไม่ได้เรื่อง ต่อให้แก้อีกสักครั้งๆ ก็หาเกิดประโยชน์อันใดไม่
โดยทั่วไปแล้วเรารู้กันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบ และหลักการในการจัดการปกครอง การใช้อำนาจของผู้ปกครอง การสืบต่ออำนาจ ตลอดจนขอบเขตหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นตัวกำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครอง เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ความจริงแล้ว รัฐอธิปไตยทุกรัฐจำต้องมีรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักหรือกติกาที่กำหนดแนวทางที่รัฐจะใช้อำนาจปกครองราษฎร หากแต่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร คือมีการแสดงออกเป็นเอกสารทางการหรือไม่เท่านั้น
แต่สถาบันต่างๆ ของรัฐธรรมนูญย่อมเป็นกลไกสำหรับใช้อำนาจให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เผด็จการมากกกว่า เพราะฉะนั้น การจะทราบว่ารัฐนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่จึงต้องดูข้อกำหนดต่างๆ ของรัฐธรรมนูของรัฐนั้นว่ามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นด้านหลักด้วย
ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะนำไปสู่กระบวนการที่จะยกเลิกหรือล้มเลิกรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเราพบว่าการที่รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกนั้นมาจากสาเหตุที่สำคัญคือ การไม่ยอมรับเจตนารมณ์และหลักการบางอย่างของรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่
แท้จริงแล้ว การจะคลี่คลายวิกฤติสังคมไทย ผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายของรัฐสภาขณะนี้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่ทุกฝ่ายที่ทำหน้าที่จะต้องยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย
ผู้นำหรือผู้นำกลุ่มการเมืองบางกลุ่มต้องมองให้ลึกด้วยว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่นั้นมีหลักการบางอย่างไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักในการปกครองต่อไปอย่างไร ไม่ใช่มองว่าไม่อำนวยประโยชน์แก่หมู่คณะของตน ขาดรัฐธรรมนูญนิยม หรือแม้แต่อย่าเคยชินกับการใช้อำนาจเด็ดขาดก็พอ
หากผู้นำประเทศเพื่อนบ้านไม่สนใจมารยาททางการทูต ความร่วมมือในการร่วมลงทุนในภูมิภาคนี้ ความหวังที่จะสร้างเอกภาพความเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน ทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงก็ดูจะมีน้อยลงไปทุกขณะ
อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน มีตัวแทนคนไทยไปนั่งทำหน้าที่อยู่ทนโท่ แต่ไม่สามารถที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นมาได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างความขัดแย้งกลับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ต้องถามดังๆ แล้วว่า ใคร ทำอะไรกันอยู่ และเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย?
กระแสความรักชาติ คลั่งชาติและทรยศชาติ อาจเป็นวาทกรรมที่ทำลายความสุขของคนไทยให้น้อยลง ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงอีกครั้งก็ได้ เพราะการชุมชนของหลายฝ่ายหลากสีที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งด้วยการโหนกระแสดังกล่าว อาจจะถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่น้อย
ความปรารถนาอำนาจการเมืองที่มากเกิน จนพาดหัวพาดหางไปที่รัฐธรรมนูญ และการสร้างกระแสชาตินิยมที่ไม่เหมาะสม การมีพฤติกรรมที่เรียกว่าล่อแหลมกับการทรยศชาติ จะเป็นข้ออ้างที่จะนำไปสู่การปฏิวัติที่ร่ำรวยและการปฏิวัติที่ว่างเปล่า และข้ออ้างที่สารพัดจะยกมากล่าวอ้างหรือไม่นั้น สังคมไทยคงมีคำตอบอยู่แล้ว
ที่แน่ๆ คือหากการเมืองยุ่งทีไรก็ทำให้ธุรกิจแย่ลงๆ ทุกที เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากที่สุด เพราะประชาชน ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน.
ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ Opinion, Analysis and Comment หน้า 4
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ภาพของการโอบกอดกันกลมของอดีตผู้นำไทยกับผู้นำกัมพูชาที่ผ่านมานั้น ถ้าจะถือเป็นตัวเร่งกระแสรักชาติ คลั่งชาติ และทรยศชาติก็เป็นเรื่องที่จะมองกันได้ในทุกมุม ที่สำคัญคือมุมที่มองนั้น ถูกทุกฝ่ายนำมาขยายผลให้กลายเป็นปมขัดแย้งเพื่อสร้างประโยชน์ทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อคิดจะนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง
หลังการโอบกอดผ่านไปสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียไป คือ ผลประโยชน์นับเป็นเม็ดเงินไม่น้อยกว่าสี่หมื่นล้านบาท ต้องบอกว่าบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตด้านอื่นๆ พลอยได้ผลกระทบไปตามๆ กัน
สถานการณ์กำลังจะเดินไปถึงจุดเดิมเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ตอนนี้ แต่หากเกิดขึ้นซ้ำอีก ก็ถือว่าเป็นความโหดร้ายที่คนไทยอาจต้องเผชิญก็แล้วกัน
อีกทั้งกระแสการแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้ ก็ยังตอบไม่ได้ว่ารัฐธรรมแบบไหนจะถึงใจไทยแลนด์ แต่ที่แน่ๆ การโหมโรงแก้รัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าเต็มที่ แต่ก็มองเห็นฝั่งยากเต็มทน
ความจริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญไม่ใช่แก้วสารพัดนึกจะแก้ได้ทุกปัญหา มันอยู่ที่คน อยู่ที่นักการเมืองที่เป็นผู้เล่น ประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกจะมีจริยธรรมและจิตสำนึกแค่ไหน หากคนใช้ไม่ได้เรื่อง ต่อให้แก้อีกสักครั้งๆ ก็หาเกิดประโยชน์อันใดไม่
โดยทั่วไปแล้วเรารู้กันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบ และหลักการในการจัดการปกครอง การใช้อำนาจของผู้ปกครอง การสืบต่ออำนาจ ตลอดจนขอบเขตหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นตัวกำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครอง เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ความจริงแล้ว รัฐอธิปไตยทุกรัฐจำต้องมีรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักหรือกติกาที่กำหนดแนวทางที่รัฐจะใช้อำนาจปกครองราษฎร หากแต่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร คือมีการแสดงออกเป็นเอกสารทางการหรือไม่เท่านั้น
แต่สถาบันต่างๆ ของรัฐธรรมนูญย่อมเป็นกลไกสำหรับใช้อำนาจให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เผด็จการมากกกว่า เพราะฉะนั้น การจะทราบว่ารัฐนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่จึงต้องดูข้อกำหนดต่างๆ ของรัฐธรรมนูของรัฐนั้นว่ามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นด้านหลักด้วย
ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะนำไปสู่กระบวนการที่จะยกเลิกหรือล้มเลิกรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเราพบว่าการที่รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกนั้นมาจากสาเหตุที่สำคัญคือ การไม่ยอมรับเจตนารมณ์และหลักการบางอย่างของรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่
แท้จริงแล้ว การจะคลี่คลายวิกฤติสังคมไทย ผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายของรัฐสภาขณะนี้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่ทุกฝ่ายที่ทำหน้าที่จะต้องยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย
ผู้นำหรือผู้นำกลุ่มการเมืองบางกลุ่มต้องมองให้ลึกด้วยว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่นั้นมีหลักการบางอย่างไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักในการปกครองต่อไปอย่างไร ไม่ใช่มองว่าไม่อำนวยประโยชน์แก่หมู่คณะของตน ขาดรัฐธรรมนูญนิยม หรือแม้แต่อย่าเคยชินกับการใช้อำนาจเด็ดขาดก็พอ
หากผู้นำประเทศเพื่อนบ้านไม่สนใจมารยาททางการทูต ความร่วมมือในการร่วมลงทุนในภูมิภาคนี้ ความหวังที่จะสร้างเอกภาพความเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน ทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงก็ดูจะมีน้อยลงไปทุกขณะ
อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน มีตัวแทนคนไทยไปนั่งทำหน้าที่อยู่ทนโท่ แต่ไม่สามารถที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นมาได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างความขัดแย้งกลับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ต้องถามดังๆ แล้วว่า ใคร ทำอะไรกันอยู่ และเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย?
กระแสความรักชาติ คลั่งชาติและทรยศชาติ อาจเป็นวาทกรรมที่ทำลายความสุขของคนไทยให้น้อยลง ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงอีกครั้งก็ได้ เพราะการชุมชนของหลายฝ่ายหลากสีที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งด้วยการโหนกระแสดังกล่าว อาจจะถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่น้อย
ความปรารถนาอำนาจการเมืองที่มากเกิน จนพาดหัวพาดหางไปที่รัฐธรรมนูญ และการสร้างกระแสชาตินิยมที่ไม่เหมาะสม การมีพฤติกรรมที่เรียกว่าล่อแหลมกับการทรยศชาติ จะเป็นข้ออ้างที่จะนำไปสู่การปฏิวัติที่ร่ำรวยและการปฏิวัติที่ว่างเปล่า และข้ออ้างที่สารพัดจะยกมากล่าวอ้างหรือไม่นั้น สังคมไทยคงมีคำตอบอยู่แล้ว
ที่แน่ๆ คือหากการเมืองยุ่งทีไรก็ทำให้ธุรกิจแย่ลงๆ ทุกที เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากที่สุด เพราะประชาชน ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน.
ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ Opinion, Analysis and Comment หน้า 4
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552
จับตาอาเซียนซัมมิทกับนโยบายสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ
วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
หากมองกันชัดๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าพัฒนาการความร่วมมือของอาเซียนในช่วงแรกๆ นั้นเน้นความร่วมมือด้านการเมืองเป็นอันดับต้นๆ ก่อนที่จะ ขยายไปสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และมีการรวมกลุ่มที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกและภูมิภาค ความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองในยุคสงครามเย็นยุติลง
การก้าวเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีมหาอำนาจใหม่คือจีนและอินเดีย และต้องเผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ อาทิเช่น การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ทำให้อาเซียนต้องปรับตัวและปรับระบบการทำงาน โดยเน้นประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น
โลกปัจจุบันจึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความร่วมมือในระดับภูมิภาค จะเห็นได้จากการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ในยุโรป ละตินอเมริกา เอเชียใต้และแอฟริกาเพื่อสร้างโอกาส เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและอำนาจต่อรอง
อาเซียนจึงต้องวางรากฐานสำหรับการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลักคือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนภายในปี 2558
กฎบัตรอาเซียนเป็นความตกลงระหว่างประเทศสมาชิกที่กำหนดกรอบโครงสร้างองค์กร เป้าหมาย หลักการและกลไกของอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวไป สู่การเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 การสร้างกลไกที่จะส่งเสริมให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามความตกลงต่างๆ ของอาเซียน และการมุ่งทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงมากขึ้น
ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน และอยู่ในสภาพสังคมยังหาปึกแผ่นไม่เจอแม้จะคลอดโครงการไทยสามัคคีและไทยเข้มแข็งมาสู้ศึกอยู่ขณะนี้ก็ตาม แต่เมื่อประเทศไทยต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน จากสังคมที่ให้คุณค่ากับสัมพันธภาพของผู้คน เป็นสังคมของการแข่งขัน ไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ มากกว่าที่จะนึกถึงความรู้สึกของผู้อื่น การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นวัตถุ สิ่งของภายนอกมากกว่าจิตใจ ทำให้ต้องทบทวนวิถีชีวิตของคนในสังคมว่าจะทำอย่างไร ที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับค่านิยมที่เปลี่ยนไปเพื่อให้การดำรงชีวิตในสังคมมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยเป็นความสุขที่พอเพียง
ปัญหาด้านจิตวิญญาณของเยาวชนไทยในฐานะพลเมืองอาเซียน พบว่าเยาวชนมีปัญหาสุขภาวะทางจิตใจมีความวิตกกังวลในการดำเนินชีวิต คือ เรื่องของการเรียน การเงิน อนาคตชีวิต ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนและคนรัก โดยเยาวชนมากกว่าร้อยละ 55.5 มีภาวะความวิตกกังวลใจ ซึ่งเกิดจาความรู้สึกภายในตัวของเยาวชน และเกิดจากสภาพแรงกดดันภายนอกประกอบกันเยาวชน 1 ใน 6 คือ ร้อยละ 15.5 คิดว่าตนเองมีปมด้อย และ ร้อยละ 8.7 ไม่พอใจในตนเองปัญหาทางจิตใจ ซึ่งผลักดันไปสู่การแสดงออกเชิงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นปัญหาสังคมตามมา
ปัญหาสังคมที่เยาวชนมีส่วนสร้างขึ้นมานั้น กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยวัตถุฟุ่มเฟือยซึ่งหากเยาวชนขาดแคลนวัตถุฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายก็จะรู้สึกกดดัน ไม่สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้
ปัญหาที่ตกอยู่ในสังคมและกลุ่มเยาวชนที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านพฤติกรรมและสังคม ที่เกิดจากการขาดเครื่องมือและกิจกรรมการส่งเสริมด้านจิตวิญญาณของเยาวชนอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ปัญหาความวิตกกังวลใจ ความรู้สึกมีปมด้อย ปัญหาทางจิตใจที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ปัญหาความรักและการมีแฟน การมีเพศสัมพันธ์ การควบคุมอารมณ์ ความหวาดระแวง ขัดแย้ง
จึงต้องหันกลับมามองหรือเริ่มที่ตัวเรา เริ่มที่คนใกล้ชิด ในการที่จะมองให้เห็นมุมมองที่หลากหลายและช่วยกันแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ที่ซึ่งมาจากภายในจิตใจ ใช้ความรักความเข้าใจอยู่บนพื้นฐานของการยืดหยุ่น ปล่อยวางไป แก้ปัญหาอย่างนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาคนด้านจิตวิญญาณ
การศึกษา การพัฒนาสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ ต้องเพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้ว่าจะตอบสนองความต้องการของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ จำเป็นต้องเข้าใจวิถีที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อการเข้าใจวิถีของตน ดำรงชีวิตบนพื้นฐานความสุขที่พอเพียง โดยเริ่มที่จิตใจ ปรับความคิด ความรู้สึก ทัศนคติให้เป็นเชิงบวก โดยต้องปรับลึกเข้าไปในระดับจิตวิญญาณ ให้เกิดการเรียนรู้จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่เรียกว่าการเรียนรู้อยู่ที่ตนเอง
หากจะใช้จิตตปัญญาศึกษาเป็นตัวช่วยก็ต้องเริ่มที่การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ(Contemplation) ความรักความเมตตา(Compassion)การเชื่อมโยงสัมพันธ์(Connection)การเข้าเผชิญ(Confronting) ความต่อเนื่อง(Continuity) ความมุ่งมั่น(Commitment) และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้(Community)
อย่างไรก็ตามในมุมของสังคมและวัฒนธรรมนั้น อาเซียนมีความร่วมมือกันเป็นจำนวนมากในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม อาทิเช่น เรื่องการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากยาเสพติด และโรคติดต่อร้ายแรง
ในภาพรวมพลเมืองไทยคงจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือด้านต่างๆของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการที่ภูมิภาคมีเสถียรภาพและสันติภาพ อันเป็นผลจากกรอบความร่วมมือด้านการเมือง และความมั่นคงของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาลงทุนและท่องเที่ยวในประเทศไทย การที่ไทยสามารถส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนได้มากขึ้นและมีต้นทุนก่ารผลิตที่ต่ำลง รวมถึงการมีนักท่องเที่ยวจากประเทศสมาชิกอาเซียนเดินทางยงัประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
การมีกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียน ทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ปัจจัยที่เกื้อหนุ่นก็คือความร่วมมือทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียนด้วย
บนความเคลื่อนไหวที่คาดว่าอาจมีความรุนแรงในการประชุมอาเซียนซัมมิท จนรัฐบาลอาจต้องประกาศ พรบ.ความมั่นคง เพื่อเป็นตัวช่วยการประชุมที่จะมีขึ้นนี้ คงต้องจับตาว่า ทิศทางการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณจะถูกพูดถึงมากน้อยเพียงใด หรือว่าจะมีการบรรจุเป็นวาระของการประชุมหรือไม่ ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมในกรอบอาเซียนด้านสุขภาวะทางวิตวิญญาณจะทำให้อาเซียนเข้าอกเข้าใจกันและมุ่งไปในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างความมั่นคงและสันติสุขได้จริงหรือไม่ คนไทยในฐานะพลเมืองอาเซียนคงต้องช่วยกันเอาใจช่วยอีกแรง.
ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หน้าที่ 2
ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2552
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
หากมองกันชัดๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าพัฒนาการความร่วมมือของอาเซียนในช่วงแรกๆ นั้นเน้นความร่วมมือด้านการเมืองเป็นอันดับต้นๆ ก่อนที่จะ ขยายไปสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และมีการรวมกลุ่มที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกและภูมิภาค ความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองในยุคสงครามเย็นยุติลง
การก้าวเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีมหาอำนาจใหม่คือจีนและอินเดีย และต้องเผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ อาทิเช่น การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ทำให้อาเซียนต้องปรับตัวและปรับระบบการทำงาน โดยเน้นประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น
โลกปัจจุบันจึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความร่วมมือในระดับภูมิภาค จะเห็นได้จากการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ในยุโรป ละตินอเมริกา เอเชียใต้และแอฟริกาเพื่อสร้างโอกาส เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและอำนาจต่อรอง
อาเซียนจึงต้องวางรากฐานสำหรับการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลักคือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนภายในปี 2558
กฎบัตรอาเซียนเป็นความตกลงระหว่างประเทศสมาชิกที่กำหนดกรอบโครงสร้างองค์กร เป้าหมาย หลักการและกลไกของอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวไป สู่การเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 การสร้างกลไกที่จะส่งเสริมให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามความตกลงต่างๆ ของอาเซียน และการมุ่งทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงมากขึ้น
ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน และอยู่ในสภาพสังคมยังหาปึกแผ่นไม่เจอแม้จะคลอดโครงการไทยสามัคคีและไทยเข้มแข็งมาสู้ศึกอยู่ขณะนี้ก็ตาม แต่เมื่อประเทศไทยต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน จากสังคมที่ให้คุณค่ากับสัมพันธภาพของผู้คน เป็นสังคมของการแข่งขัน ไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ มากกว่าที่จะนึกถึงความรู้สึกของผู้อื่น การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นวัตถุ สิ่งของภายนอกมากกว่าจิตใจ ทำให้ต้องทบทวนวิถีชีวิตของคนในสังคมว่าจะทำอย่างไร ที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับค่านิยมที่เปลี่ยนไปเพื่อให้การดำรงชีวิตในสังคมมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยเป็นความสุขที่พอเพียง
ปัญหาด้านจิตวิญญาณของเยาวชนไทยในฐานะพลเมืองอาเซียน พบว่าเยาวชนมีปัญหาสุขภาวะทางจิตใจมีความวิตกกังวลในการดำเนินชีวิต คือ เรื่องของการเรียน การเงิน อนาคตชีวิต ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนและคนรัก โดยเยาวชนมากกว่าร้อยละ 55.5 มีภาวะความวิตกกังวลใจ ซึ่งเกิดจาความรู้สึกภายในตัวของเยาวชน และเกิดจากสภาพแรงกดดันภายนอกประกอบกันเยาวชน 1 ใน 6 คือ ร้อยละ 15.5 คิดว่าตนเองมีปมด้อย และ ร้อยละ 8.7 ไม่พอใจในตนเองปัญหาทางจิตใจ ซึ่งผลักดันไปสู่การแสดงออกเชิงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นปัญหาสังคมตามมา
ปัญหาสังคมที่เยาวชนมีส่วนสร้างขึ้นมานั้น กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยวัตถุฟุ่มเฟือยซึ่งหากเยาวชนขาดแคลนวัตถุฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายก็จะรู้สึกกดดัน ไม่สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้
ปัญหาที่ตกอยู่ในสังคมและกลุ่มเยาวชนที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านพฤติกรรมและสังคม ที่เกิดจากการขาดเครื่องมือและกิจกรรมการส่งเสริมด้านจิตวิญญาณของเยาวชนอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ปัญหาความวิตกกังวลใจ ความรู้สึกมีปมด้อย ปัญหาทางจิตใจที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ปัญหาความรักและการมีแฟน การมีเพศสัมพันธ์ การควบคุมอารมณ์ ความหวาดระแวง ขัดแย้ง
จึงต้องหันกลับมามองหรือเริ่มที่ตัวเรา เริ่มที่คนใกล้ชิด ในการที่จะมองให้เห็นมุมมองที่หลากหลายและช่วยกันแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ที่ซึ่งมาจากภายในจิตใจ ใช้ความรักความเข้าใจอยู่บนพื้นฐานของการยืดหยุ่น ปล่อยวางไป แก้ปัญหาอย่างนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาคนด้านจิตวิญญาณ
การศึกษา การพัฒนาสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ ต้องเพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้ว่าจะตอบสนองความต้องการของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ จำเป็นต้องเข้าใจวิถีที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อการเข้าใจวิถีของตน ดำรงชีวิตบนพื้นฐานความสุขที่พอเพียง โดยเริ่มที่จิตใจ ปรับความคิด ความรู้สึก ทัศนคติให้เป็นเชิงบวก โดยต้องปรับลึกเข้าไปในระดับจิตวิญญาณ ให้เกิดการเรียนรู้จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่เรียกว่าการเรียนรู้อยู่ที่ตนเอง
หากจะใช้จิตตปัญญาศึกษาเป็นตัวช่วยก็ต้องเริ่มที่การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ(Contemplation) ความรักความเมตตา(Compassion)การเชื่อมโยงสัมพันธ์(Connection)การเข้าเผชิญ(Confronting) ความต่อเนื่อง(Continuity) ความมุ่งมั่น(Commitment) และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้(Community)
อย่างไรก็ตามในมุมของสังคมและวัฒนธรรมนั้น อาเซียนมีความร่วมมือกันเป็นจำนวนมากในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม อาทิเช่น เรื่องการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากยาเสพติด และโรคติดต่อร้ายแรง
ในภาพรวมพลเมืองไทยคงจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือด้านต่างๆของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการที่ภูมิภาคมีเสถียรภาพและสันติภาพ อันเป็นผลจากกรอบความร่วมมือด้านการเมือง และความมั่นคงของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาลงทุนและท่องเที่ยวในประเทศไทย การที่ไทยสามารถส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนได้มากขึ้นและมีต้นทุนก่ารผลิตที่ต่ำลง รวมถึงการมีนักท่องเที่ยวจากประเทศสมาชิกอาเซียนเดินทางยงัประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
การมีกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียน ทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ปัจจัยที่เกื้อหนุ่นก็คือความร่วมมือทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียนด้วย
บนความเคลื่อนไหวที่คาดว่าอาจมีความรุนแรงในการประชุมอาเซียนซัมมิท จนรัฐบาลอาจต้องประกาศ พรบ.ความมั่นคง เพื่อเป็นตัวช่วยการประชุมที่จะมีขึ้นนี้ คงต้องจับตาว่า ทิศทางการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณจะถูกพูดถึงมากน้อยเพียงใด หรือว่าจะมีการบรรจุเป็นวาระของการประชุมหรือไม่ ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมในกรอบอาเซียนด้านสุขภาวะทางวิตวิญญาณจะทำให้อาเซียนเข้าอกเข้าใจกันและมุ่งไปในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างความมั่นคงและสันติสุขได้จริงหรือไม่ คนไทยในฐานะพลเมืองอาเซียนคงต้องช่วยกันเอาใจช่วยอีกแรง.
ตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หน้าที่ 2
ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2552
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552
สหัสวรรษแห่งเอเซีย ทุนนิยมกับวิถีวัฒนธรรมสร้างสรรค์
วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
สร้างความฮือฮาสะท้านไปทั่วโลก เมื่อข่าวการที่มหาเศรษฐีอย่างบิล เกตส์ เข้ารับมอบรางวัลอินทิรา คานธี ซึ่งหากจะว่าไปแล้วก็อาจจะถือว่าเป็นอีกตัวอย่างของการทำความดีแบบไม่ต้องเดี๋ยวของบรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยอีกตัวอย่างหนึ่ง หากจะพิจารณาในมุมของสังคมศาสตร์และการมีเอื้ออาทรต่อมนุษยชาติอย่างเป็นสำคัญแล้ว
อาจจะมองได้ว่าบิล เกตส์ ใช้เงินรายได้จากธุรกิจด้านไอทีทำประโยชน์ผ่านมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ซึ่งเขาเองได้ช่วยเหลือโครงการด้านสาธารณสุขและการพัฒนาในประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่อง
และนี่เป็นเหตุผลทางจริยธรรมที่สำคัญที่ทำให้ “บิล เกตส์” ได้รับรางวัลอินทิราคานธี ในปีนี้
แหล่งข่าวระบุว่า เงินเกือบ 35 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกนำไปใช้ในโครงการป้องกันโรคเอดส์และกำจัดโรคโปลิโอ
ประธานาธิบดีประติภาเทวีซิงห์ ปาติล พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ แห่งประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแขกพิเศาในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ กล่าวว่าโครงการของบิล เกตส์ เป็นตัวอย่างของความเป็นหุ้นส่วนที่ดีระหว่างภาครัฐบาลและภาคประชาชนโดยอยู่บนฐานของธรรมาภิบาลและเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างพอเพียง จึงพิจารณาให้มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ได้รับรางวัลนี้จากรัฐบาลอินเดีย
สำหรับรางวัลอินทิรา คานธี เป็นรางวัลที่มอบเป็นประจำทุกปีให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่สร้างสรรค์ความพยายามส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา และระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอินทิรา คานธี
หากจะยังจำกันได้ บิล เกตส์ นั้น เป็นผู้จุดกระแสการพัฒนาที่ยั่งยืนโมเดลเอเซีย เมื่อครั้งเขากล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ส่งผลให้ทั่วโลก แม้แต่องค์การสหประชาชาติเอง ก็ให้ความสนใจและให้ความสำคัญแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทยอย่างกว้างขวาง
การที่เขาเดินทางไปทั่วโลกและมีโอกาสปักหลักทำธุรกิจในอินเดียอย่างจริงจังนั้น น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีโอกาสซึมซับวัฒนธรรมเอเซีย โดยเฉพาะคำสอนของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องความพอดี พอเพียง
บิล เกตส์ ซึ่งเป็นนักเทคโนโลยี อาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อแบบชูเมกเกอร์ แต่ก็มีความเข้าใจในวิถีเอเซียในระดับที่ดีพอสมควร ดังนั้น ธุรกิจของเขาจึงไม่ได้มองผ่านวิถีชีวิตแบบเอเซีย ที่เป็นผลผลิตจากการผสมผสานจิตวิญญาณและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
บิล เกตส์ จึงเป็นคนที่ร่ำรวยไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงด้านจิตวิญญาณของเขาด้วย ที่ทำให้เขาเป็นผู้ที่เข้าไปอยู่ในระดับเดียวกับคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่เคยได้รับรางวัลนี้อย่างเช่นอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ แห่งอัฟกานิสถาน
จากเรื่องของ บิล เกตส์ ก็ทำให้นึกถึงเรื่องของการพัฒนาและการเลือกที่จะมีชีวิตด้านดีของมนุษย์ขึ้นมาทันที พระภิกษุที่เรามักจะรู้จักท่านในนามปากกา ว.วชิรเมธี พระอาจารย์เป็นขวัญใจมหาชน ที่มีวิธีการตีความและอธิบายธรรมะซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปอยู่แล้วให้เข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยคำอธิบายอย่างง่ายๆ เป็นธรรมะร่วมสมัย
ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางที่จะประสบความสำเร็จของคน โดยตัวอย่างการดำเนินชีวิตของศิลปินที่มีชื่อ นามดาวินชีมาเป็นตัวอย่างในการเล่าเรื่อง ไว้อย่างน่าสนใจมาก
ท่านเริ่มเล่าลำดับเรื่องให้ฟังว่าใครต่อใครที่ไปเยือนฝรั่งเศส ต่างก็ปรารถนาที่จะได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตเพราะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีศิลปกรรมระดับโลกประดับเป็นเกียรติยศอยู่หลายชิ้น หนึ่งในศิลปกรรมลือชื่อเหล่านั้นก็คือภาพโมนาลิซาของจิตรกรเอกนาม “เลโอนาร์โด ดาวินชี” ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางศิลปกรรมกว่า 2 แสนชิ้นที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อันใหญ่โตโอฬารแห่งนี้ ภาพโมนาลิซาจะสามารถหลุดขึ้นมาเป็นที่หนึ่งไม่มีสองได้อย่างขาดลอย
แต่เมื่อเราได้มีโอกาสศึกษาลึกลงไปถึงเบื้องหลังของภาพกลับค้นพบแรงบันดาลใจในการทำงาน และดำเนินชีวิตที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ภาพโมนาลิซา นั่นก็คือความเป็นไปในชีวิตของตัวดาวินชีเอง
ท่านย้อนอดีตให้ฟังว่า ดาวินชีไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส แต่เป็นชาวอิตาลี เขาเกิดเติบโตและทำงาน ที่อิตาลี แต่ตลอดเวลาที่อยู่อิตาลีชีวิตของเขากลับมีแต่ความยากลำบาก
แต่ต่อมาเมื่อกษัตริย์ฟรังซัวส์ที่ 1 ของฝรั่งเศสขึ้นเสวยราชย์แล้ว พระองค์ทรงมองเห็นอัจฉริยภาพของดาวินชี จึงเชิญให้เขามาอยู่ฝรั่งเศส พร้อมมอบตำแหน่งจิตรกรเอกแห่งราชสำนัก สถาปนิกหลวง และพระสหายของกษัตริย์ให้กับเขา
ด้วยการตระหนักถึงคุณค่าและการมองเห็นความเป็นอัจฉริยบุคคลของดาวินชี หลังจากดาวินชีสิ้นชีวิตลง ผลงานของเขา จึงตกเป็นสมบัติของชาติฝรั่งเศส
ดาวินชีประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเกริกไกร ไม่ใช่เพียงเพราะผลงานของเขาเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขารู้จักเลือกที่จะอยู่ในที่“ที่มีคนเห็นคุณค่า”ของเขาด้วย
ในโลกของการทำงาน มีคนทำงานจำนวนมากมายที่เป็นคนเก่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำงานหนัก เงินเดือนน้อย คนแวดล้อมริษยา ยิ่งทำงานคุณภาพชีวิตยิ่งตกต่ำลง เป็นเพราะไม่ได้ทำงานอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าเหมือนกับดาวินชีนั่นเอง
โคลงโลกนิติที่กล่าวไว้ว่า“แม้นมีความรู้ดั่ง สัพพัญญู ผิว์บ่มีคนชู ห่อนขึ้น หัวแหวนค่าเมืองตรู ตราโลก ทองบ่รองรับพื้น ห่อนแก้วมีศรี” นั้น
คงเป็นสิ่งที่คนทำงานต้องถามตัวเองว่า ความสามารถนั้นได้รับการยกย่องส่งเสริมให้เต็มภาคภูมิอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถ้าเราเก่ง เราเป็นเลิศ แต่เรายังคงอยู่กับที่ มองไม่เห็นอนาคต คงต้องมองหา “ที่ที่มีคนเห็นคุณค่า” แต่ถ้ามองไม่เจอ ต้องสร้าง“ที่เช่นนั้น” ขึ้นมาเอง
แม้จะอยู่ในยุคที่คนจะเข้าใจว่าเป็นสหัสวรรษแห่งทุนนิยม แต่บุคคลอย่างเลโอนาร์โด ดาวินชี หรือแม้บิล เกตส์ ก็ได้แสดงให้โลกได้เห็นแล้วว่าทุนนิยมสร้างสรรค์เป็นเรื่องจริง แม้โลกวิถีสมัยใหม่จะคงดำเนินไปภายใต้กระแสนิยมโมเดลเอเซีย ยุโรปหรือตะวันตกก็ตาม.
ตีพิมพ์วันที่ 29 สิงหาคม 2552
หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
คอลัมน์ Nation and Provincial หน้าที่ 2
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
สร้างความฮือฮาสะท้านไปทั่วโลก เมื่อข่าวการที่มหาเศรษฐีอย่างบิล เกตส์ เข้ารับมอบรางวัลอินทิรา คานธี ซึ่งหากจะว่าไปแล้วก็อาจจะถือว่าเป็นอีกตัวอย่างของการทำความดีแบบไม่ต้องเดี๋ยวของบรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยอีกตัวอย่างหนึ่ง หากจะพิจารณาในมุมของสังคมศาสตร์และการมีเอื้ออาทรต่อมนุษยชาติอย่างเป็นสำคัญแล้ว
อาจจะมองได้ว่าบิล เกตส์ ใช้เงินรายได้จากธุรกิจด้านไอทีทำประโยชน์ผ่านมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ซึ่งเขาเองได้ช่วยเหลือโครงการด้านสาธารณสุขและการพัฒนาในประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่อง
และนี่เป็นเหตุผลทางจริยธรรมที่สำคัญที่ทำให้ “บิล เกตส์” ได้รับรางวัลอินทิราคานธี ในปีนี้
แหล่งข่าวระบุว่า เงินเกือบ 35 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกนำไปใช้ในโครงการป้องกันโรคเอดส์และกำจัดโรคโปลิโอ
ประธานาธิบดีประติภาเทวีซิงห์ ปาติล พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ แห่งประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแขกพิเศาในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ กล่าวว่าโครงการของบิล เกตส์ เป็นตัวอย่างของความเป็นหุ้นส่วนที่ดีระหว่างภาครัฐบาลและภาคประชาชนโดยอยู่บนฐานของธรรมาภิบาลและเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างพอเพียง จึงพิจารณาให้มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ได้รับรางวัลนี้จากรัฐบาลอินเดีย
สำหรับรางวัลอินทิรา คานธี เป็นรางวัลที่มอบเป็นประจำทุกปีให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่สร้างสรรค์ความพยายามส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา และระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอินทิรา คานธี
หากจะยังจำกันได้ บิล เกตส์ นั้น เป็นผู้จุดกระแสการพัฒนาที่ยั่งยืนโมเดลเอเซีย เมื่อครั้งเขากล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ส่งผลให้ทั่วโลก แม้แต่องค์การสหประชาชาติเอง ก็ให้ความสนใจและให้ความสำคัญแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทยอย่างกว้างขวาง
การที่เขาเดินทางไปทั่วโลกและมีโอกาสปักหลักทำธุรกิจในอินเดียอย่างจริงจังนั้น น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีโอกาสซึมซับวัฒนธรรมเอเซีย โดยเฉพาะคำสอนของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องความพอดี พอเพียง
บิล เกตส์ ซึ่งเป็นนักเทคโนโลยี อาจไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อแบบชูเมกเกอร์ แต่ก็มีความเข้าใจในวิถีเอเซียในระดับที่ดีพอสมควร ดังนั้น ธุรกิจของเขาจึงไม่ได้มองผ่านวิถีชีวิตแบบเอเซีย ที่เป็นผลผลิตจากการผสมผสานจิตวิญญาณและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
บิล เกตส์ จึงเป็นคนที่ร่ำรวยไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงด้านจิตวิญญาณของเขาด้วย ที่ทำให้เขาเป็นผู้ที่เข้าไปอยู่ในระดับเดียวกับคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่เคยได้รับรางวัลนี้อย่างเช่นอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ แห่งอัฟกานิสถาน
จากเรื่องของ บิล เกตส์ ก็ทำให้นึกถึงเรื่องของการพัฒนาและการเลือกที่จะมีชีวิตด้านดีของมนุษย์ขึ้นมาทันที พระภิกษุที่เรามักจะรู้จักท่านในนามปากกา ว.วชิรเมธี พระอาจารย์เป็นขวัญใจมหาชน ที่มีวิธีการตีความและอธิบายธรรมะซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปอยู่แล้วให้เข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยคำอธิบายอย่างง่ายๆ เป็นธรรมะร่วมสมัย
ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางที่จะประสบความสำเร็จของคน โดยตัวอย่างการดำเนินชีวิตของศิลปินที่มีชื่อ นามดาวินชีมาเป็นตัวอย่างในการเล่าเรื่อง ไว้อย่างน่าสนใจมาก
ท่านเริ่มเล่าลำดับเรื่องให้ฟังว่าใครต่อใครที่ไปเยือนฝรั่งเศส ต่างก็ปรารถนาที่จะได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตเพราะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีศิลปกรรมระดับโลกประดับเป็นเกียรติยศอยู่หลายชิ้น หนึ่งในศิลปกรรมลือชื่อเหล่านั้นก็คือภาพโมนาลิซาของจิตรกรเอกนาม “เลโอนาร์โด ดาวินชี” ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางศิลปกรรมกว่า 2 แสนชิ้นที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อันใหญ่โตโอฬารแห่งนี้ ภาพโมนาลิซาจะสามารถหลุดขึ้นมาเป็นที่หนึ่งไม่มีสองได้อย่างขาดลอย
แต่เมื่อเราได้มีโอกาสศึกษาลึกลงไปถึงเบื้องหลังของภาพกลับค้นพบแรงบันดาลใจในการทำงาน และดำเนินชีวิตที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ภาพโมนาลิซา นั่นก็คือความเป็นไปในชีวิตของตัวดาวินชีเอง
ท่านย้อนอดีตให้ฟังว่า ดาวินชีไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส แต่เป็นชาวอิตาลี เขาเกิดเติบโตและทำงาน ที่อิตาลี แต่ตลอดเวลาที่อยู่อิตาลีชีวิตของเขากลับมีแต่ความยากลำบาก
แต่ต่อมาเมื่อกษัตริย์ฟรังซัวส์ที่ 1 ของฝรั่งเศสขึ้นเสวยราชย์แล้ว พระองค์ทรงมองเห็นอัจฉริยภาพของดาวินชี จึงเชิญให้เขามาอยู่ฝรั่งเศส พร้อมมอบตำแหน่งจิตรกรเอกแห่งราชสำนัก สถาปนิกหลวง และพระสหายของกษัตริย์ให้กับเขา
ด้วยการตระหนักถึงคุณค่าและการมองเห็นความเป็นอัจฉริยบุคคลของดาวินชี หลังจากดาวินชีสิ้นชีวิตลง ผลงานของเขา จึงตกเป็นสมบัติของชาติฝรั่งเศส
ดาวินชีประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเกริกไกร ไม่ใช่เพียงเพราะผลงานของเขาเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขารู้จักเลือกที่จะอยู่ในที่“ที่มีคนเห็นคุณค่า”ของเขาด้วย
ในโลกของการทำงาน มีคนทำงานจำนวนมากมายที่เป็นคนเก่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำงานหนัก เงินเดือนน้อย คนแวดล้อมริษยา ยิ่งทำงานคุณภาพชีวิตยิ่งตกต่ำลง เป็นเพราะไม่ได้ทำงานอยู่ในที่ที่มีคนเห็นคุณค่าเหมือนกับดาวินชีนั่นเอง
โคลงโลกนิติที่กล่าวไว้ว่า“แม้นมีความรู้ดั่ง สัพพัญญู ผิว์บ่มีคนชู ห่อนขึ้น หัวแหวนค่าเมืองตรู ตราโลก ทองบ่รองรับพื้น ห่อนแก้วมีศรี” นั้น
คงเป็นสิ่งที่คนทำงานต้องถามตัวเองว่า ความสามารถนั้นได้รับการยกย่องส่งเสริมให้เต็มภาคภูมิอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถ้าเราเก่ง เราเป็นเลิศ แต่เรายังคงอยู่กับที่ มองไม่เห็นอนาคต คงต้องมองหา “ที่ที่มีคนเห็นคุณค่า” แต่ถ้ามองไม่เจอ ต้องสร้าง“ที่เช่นนั้น” ขึ้นมาเอง
แม้จะอยู่ในยุคที่คนจะเข้าใจว่าเป็นสหัสวรรษแห่งทุนนิยม แต่บุคคลอย่างเลโอนาร์โด ดาวินชี หรือแม้บิล เกตส์ ก็ได้แสดงให้โลกได้เห็นแล้วว่าทุนนิยมสร้างสรรค์เป็นเรื่องจริง แม้โลกวิถีสมัยใหม่จะคงดำเนินไปภายใต้กระแสนิยมโมเดลเอเซีย ยุโรปหรือตะวันตกก็ตาม.
ตีพิมพ์วันที่ 29 สิงหาคม 2552
หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
คอลัมน์ Nation and Provincial หน้าที่ 2
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
สันติภาพสากลในความรุนแรง ทิศทางที่ยังไร้ทิศทาง
วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
หากมองในฐานะชาตินิยมที่เป็นคนไทย คงมีความรู้สึกเหมือนๆกัน เวลาฟังข่าวความรุนแรงชายแดนใต้ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิม แต่นับจากวันนั้นจึงถึงวันนี้ก้าวผ่านห้าปีกว่าแล้ว ความรุนแรงและความสูญเสียก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดน้อยลงหรือหมดหายไป แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเดินมาถูกทางแล้วก็ตาม
ปัญหาความรุนแรงและสร้างความสะเทือนใจมากครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของไทย
ไม่ว่าจะเป็นโจมตีฐานที่ตั้งของตำรวจทหาร การฆ่ากันตามรายวันทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู ผู้พิพากษา หมอและประชาชน แม้กระทั่งพระสงฆ์ โต๊ะครู ศาสนาสถานทั้งโบสถ์และสุเหร่า ต่างก็ถูกรบกวนพอๆ กัน ไม่มีข้อยกเว้น
มูลเหตุของความรุนแรงมาจากเรื่องใดกัน? หรือว่าแนวคิดที่แตกต่างกัน ข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน อำนาจ และผลประโยชน์จะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้จริงๆ
แนวคิดเรื่องสันติภาพตามแนวทางอิสลาม จะช่วยทำให้เหตุผลข้างต้นนั้น มีช่องว่างน้อยลงหรือหมดไป ได้หรือไม่?
หากพิจารณาอย่างดีแล้วจะพบว่าศาสนาอิสลามเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่ไม่ต้องการให้คนใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะหลักการอิสลาม คือ
อิสลามมีหลักการเรื่องสันติภาพ ปรากฏในคำว่า “อิสลาม” ที่มาจากคำว่า “อิสละมะ” เป็นภาษา อารับเช่นเดียวกับคำว่า “มุสลิม” ที่มาจากคำว่า “ซะลิมะ หรือ ซะละมุน” แปลว่า สันติ การนอบน้อม การยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
อิสลามถึงว่า การนอบน้อม มอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ (ซุบอานะฮูวะตาอาลา) แต่พระองค์เดียวอย่างสิ้นเชิงเพื่อความสันติ
อิสลามมีหลักเมตตา(ความรัก) และการให้อภัย ปรากฏในพระคุณสมบัติของ อัลลอฮฺ ดังข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 39 โองการที่ 53 ความว่า
“จงอย่าท้อต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้อภัยในความผิดทั้งมวล
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัย ทรงเมตตาเสมอ”
ข้อความนี้บ่งชัดว่าความรักและการให้อภัยเป็นพระคุณสมบัติของอัลลอฮฺที่มุสลิมจะต้องมี
ถ้ามองในแง่นี้ก็เท่ากับว่า อัลลอฮฺทรงสอนให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและถ้าเกิดการกระทบกระทั่งกัน หนทางที่จะยุติความรุนแรงได้ก็คือความรักและการให้อภัยกัน
อิสลามมีหลักการไม่สนับสนุนการรุกรานและยึดหลักการผ่อนปรนเพื่อสันติ ดังข้อความว่า
“ให้ (มุสลิม) พยายามรักษาสันติภาพให้ดำรงอยู่ อย่ายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังกัน
การต่อสู้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ถูกต้องและเพื่อประโยชน์แห่งการพิทักษ์รักษาความเชื่อใน พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
ให้ปฏิบัติต่อศัตรูด้วยความยับยั้งชั่งใจ พระผู้เป็นเจ้าไม่ชอบการกระทำที่เกินขอบเขต
ห้ามกระทำการทารุณโหดร้าย ให้ป้องกันแก่ผู้ที่ยอมแพ้”
ในคัมภีร์อัล-กรุอานบทที่ 2 โองการที่ 160 ยังได้กล่าวไว้อีกว่า “จงต่อสู้ในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าต่อพวกที่ทำร้ายเจ้า แต่อย่าเริ่มแสดงความเป็นศัตรู แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าไม่รักผู้รุกราน และถ้าเขา (ศัตรู) โน้มน้าวมาทางสันติ เจ้าจงยอมผ่อนปรน และไว้ใจพระผู้เป็นเจ้า”
จะเห็นว่า ศาสนาอิสลามก็เป็นศาสนาที่เน้นเรื่องสันติภาพ และเป็นแนวทางที่มุสลิมต้องยึดถือปฏิบัติ
สันติภาพคือหนทางของพระผู้เป็นเจ้า เป็นหนทางที่จะนำมนุษย์ไปสู่สันติภาวะที่แท้จริงในโลกอาคิรัดหรือปรโลกในอาณาจักรของพระองค์
แต่การรุกราน การใช้ความรุนแรงทุกประการน่าจะเป็นเรื่องที่ทำลายวิถีทางแห่งสันติภาพของพระผู้เป็นเจ้า และไม่น่าจะได้รับรางวัลเพื่อเข้าถึงสันติภาพในอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์
ธรรมดาชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาอาจมีความแตกต่างกันอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น รูปร่างหน้าตา ภูมิปัญญา
แต่สิ่งที่มนุษย์มีเหมือนกันก็คือค่าแห่งความเป็นมนุษย์ นั่นหมายความว่าเราต้องเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้ด้วยเช่นกันคือ
คุณค่าที่ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกป้องชีวิตของตน ไม่ให้ใครมาทำลาย เบียดเบียน ข่มเหง รังแก หรือแสวงหาผลประโยชน์จากชีวิตของตน
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปล่วงละเมิดชีวิตของคนอื่น ดังนั้น ศาสนาจึงมีบทบัญญัติห้ามมนุษย์ล่วงละเมิดชีวิตของกันและกัน
ทุกชีวิตมีค่า การส่งเสริมค่าของชีวิตทั้งของตนและผู้อื่นในทางที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามถือว่าเป็นความดี
ความเชื่อที่ว่าการทำลายชีวิตก็เท่ากับเป็นการทำลายค่าของมนุษย์ เป็นเรื่องที่ทุกศาสนามองว่าเป็นความชั่วซึ่งมีผลเป็นความชั่วตอบแทนทั้งในชีวิตนี้ และชีวิตหลังความตาย
การสร้างสันติภาพให้ยั่งยืนได้นั้นจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่จัดฉากให้ชาวโลกเขาเห็นว่าเราสามัคคีกัน หมายความว่าเราจะต้อง
ขจัดความรู้สึกที่เป็นมูลเหตุของความรุนแรง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึก นึกคิดเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์สร้างความรุนแรงขึ้นมา
ถ้าว่าตามหลักการทางพระพุทธศาสนาตัวการสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ อหังการ มมังการ ที่เกิดจากตัวอุปทาน ได้แก่ความยึดติดว่าเป็นเรา ของเรา
นำไปสู่มิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด กลายเป็นการมองค่าของบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนต่ำหรือไร้ค่า
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือการยกพวกตีกันของนักเรียนอาชีวะ เพียงมองว่าคู่อริไม่ใช่พวกตน เพราะสังกัดอยู่คนละโรงเรียนเท่านั้นเอง
เราต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ คือการสร้างแนวคิดที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องเริ่มจากการมองมนุษย์แบบเชื่อมโยง หมายถึง การมองชีวิตที่ไม่ได้แยกจากตัวเรา
ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิเช่น มองว่าถ้าเราเป็นสุข คนอื่นต้องเป็นสุขด้วย
ถ้าคนอื่นเป็นทุกข์เราก็จะพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เช่น เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในจังหวัดภาคใต้
ผลกระทบที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจของไทย รายได้ที่ได้จากนักท่องเที่ยวลดน้อยลง สินค้าขายไม่ได้ การว่างงานเกิดขึ้น
อย่าลืมว่ารัฐบาลต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปเพื่อพัฒนา ในช่วงที่เกิดความรุนแรงขึ้น เงินเหล่านั้นก็คือเงินภาษีของประชาชนทุกคน
หรือ การมองมนุษย์แบบเสริมค่า หมายถึง การมองมนุษย์เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเรา เป็นการมองแก่นแท้ของมนุษย์ ไม่ว่าเขากับเราจะมีความแตกต่างกันในเรื่องใดก็ตาม
เป็นการมองมนุษย์แบบไม่มีอคติ คือเราจะต้องพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ ด้วยใจเป็นกลาง แต่ต้องใช้เหตุผลและใจที่เป็นกลางพิจารณาด้วยความรอบคอบ เป็นเรื่องสากลที่ทุกคนต้องหาวิธีการให้มวลมนุษย์เห็นความจริงข้อนี้ร่วมกัน
มนุษย์ผู้รักสันติภาพทุกคน ต้องช่วยกันในฐานที่เป็นมนุษย์ ทั้งในแง่ของการมีนับถือศาสนาที่ถูกต้องและมีเสรีภาพในการยอมรับนับถือโดยบริสุทธิ์ใจ
แม้ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ จะดำเนินไปบนกระบวนการความเชื่อในหลักสันติภาพสากลที่ยังมีความรุนแรงอยู่ และแม้ทิศทางการแก้ไขปัญหายังเป็นเรื่องที่ยังไร้ทิศทางทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการชนิดต่างคนต่างทำก็ตาม.
ตีพิมพ์วันที่ 20 สิงหาคม 2552
หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
คอลัมน์ Opinion, Analysis and comment หน้าที่ 4
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
หากมองในฐานะชาตินิยมที่เป็นคนไทย คงมีความรู้สึกเหมือนๆกัน เวลาฟังข่าวความรุนแรงชายแดนใต้ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิม แต่นับจากวันนั้นจึงถึงวันนี้ก้าวผ่านห้าปีกว่าแล้ว ความรุนแรงและความสูญเสียก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดน้อยลงหรือหมดหายไป แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเดินมาถูกทางแล้วก็ตาม
ปัญหาความรุนแรงและสร้างความสะเทือนใจมากครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของไทย
ไม่ว่าจะเป็นโจมตีฐานที่ตั้งของตำรวจทหาร การฆ่ากันตามรายวันทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู ผู้พิพากษา หมอและประชาชน แม้กระทั่งพระสงฆ์ โต๊ะครู ศาสนาสถานทั้งโบสถ์และสุเหร่า ต่างก็ถูกรบกวนพอๆ กัน ไม่มีข้อยกเว้น
มูลเหตุของความรุนแรงมาจากเรื่องใดกัน? หรือว่าแนวคิดที่แตกต่างกัน ข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน อำนาจ และผลประโยชน์จะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้จริงๆ
แนวคิดเรื่องสันติภาพตามแนวทางอิสลาม จะช่วยทำให้เหตุผลข้างต้นนั้น มีช่องว่างน้อยลงหรือหมดไป ได้หรือไม่?
หากพิจารณาอย่างดีแล้วจะพบว่าศาสนาอิสลามเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่ไม่ต้องการให้คนใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะหลักการอิสลาม คือ
อิสลามมีหลักการเรื่องสันติภาพ ปรากฏในคำว่า “อิสลาม” ที่มาจากคำว่า “อิสละมะ” เป็นภาษา อารับเช่นเดียวกับคำว่า “มุสลิม” ที่มาจากคำว่า “ซะลิมะ หรือ ซะละมุน” แปลว่า สันติ การนอบน้อม การยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
อิสลามถึงว่า การนอบน้อม มอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ (ซุบอานะฮูวะตาอาลา) แต่พระองค์เดียวอย่างสิ้นเชิงเพื่อความสันติ
อิสลามมีหลักเมตตา(ความรัก) และการให้อภัย ปรากฏในพระคุณสมบัติของ อัลลอฮฺ ดังข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 39 โองการที่ 53 ความว่า
“จงอย่าท้อต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้อภัยในความผิดทั้งมวล
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัย ทรงเมตตาเสมอ”
ข้อความนี้บ่งชัดว่าความรักและการให้อภัยเป็นพระคุณสมบัติของอัลลอฮฺที่มุสลิมจะต้องมี
ถ้ามองในแง่นี้ก็เท่ากับว่า อัลลอฮฺทรงสอนให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและถ้าเกิดการกระทบกระทั่งกัน หนทางที่จะยุติความรุนแรงได้ก็คือความรักและการให้อภัยกัน
อิสลามมีหลักการไม่สนับสนุนการรุกรานและยึดหลักการผ่อนปรนเพื่อสันติ ดังข้อความว่า
“ให้ (มุสลิม) พยายามรักษาสันติภาพให้ดำรงอยู่ อย่ายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังกัน
การต่อสู้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ถูกต้องและเพื่อประโยชน์แห่งการพิทักษ์รักษาความเชื่อใน พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
ให้ปฏิบัติต่อศัตรูด้วยความยับยั้งชั่งใจ พระผู้เป็นเจ้าไม่ชอบการกระทำที่เกินขอบเขต
ห้ามกระทำการทารุณโหดร้าย ให้ป้องกันแก่ผู้ที่ยอมแพ้”
ในคัมภีร์อัล-กรุอานบทที่ 2 โองการที่ 160 ยังได้กล่าวไว้อีกว่า “จงต่อสู้ในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าต่อพวกที่ทำร้ายเจ้า แต่อย่าเริ่มแสดงความเป็นศัตรู แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าไม่รักผู้รุกราน และถ้าเขา (ศัตรู) โน้มน้าวมาทางสันติ เจ้าจงยอมผ่อนปรน และไว้ใจพระผู้เป็นเจ้า”
จะเห็นว่า ศาสนาอิสลามก็เป็นศาสนาที่เน้นเรื่องสันติภาพ และเป็นแนวทางที่มุสลิมต้องยึดถือปฏิบัติ
สันติภาพคือหนทางของพระผู้เป็นเจ้า เป็นหนทางที่จะนำมนุษย์ไปสู่สันติภาวะที่แท้จริงในโลกอาคิรัดหรือปรโลกในอาณาจักรของพระองค์
แต่การรุกราน การใช้ความรุนแรงทุกประการน่าจะเป็นเรื่องที่ทำลายวิถีทางแห่งสันติภาพของพระผู้เป็นเจ้า และไม่น่าจะได้รับรางวัลเพื่อเข้าถึงสันติภาพในอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์
ธรรมดาชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาอาจมีความแตกต่างกันอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น รูปร่างหน้าตา ภูมิปัญญา
แต่สิ่งที่มนุษย์มีเหมือนกันก็คือค่าแห่งความเป็นมนุษย์ นั่นหมายความว่าเราต้องเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้ด้วยเช่นกันคือ
คุณค่าที่ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกป้องชีวิตของตน ไม่ให้ใครมาทำลาย เบียดเบียน ข่มเหง รังแก หรือแสวงหาผลประโยชน์จากชีวิตของตน
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปล่วงละเมิดชีวิตของคนอื่น ดังนั้น ศาสนาจึงมีบทบัญญัติห้ามมนุษย์ล่วงละเมิดชีวิตของกันและกัน
ทุกชีวิตมีค่า การส่งเสริมค่าของชีวิตทั้งของตนและผู้อื่นในทางที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามถือว่าเป็นความดี
ความเชื่อที่ว่าการทำลายชีวิตก็เท่ากับเป็นการทำลายค่าของมนุษย์ เป็นเรื่องที่ทุกศาสนามองว่าเป็นความชั่วซึ่งมีผลเป็นความชั่วตอบแทนทั้งในชีวิตนี้ และชีวิตหลังความตาย
การสร้างสันติภาพให้ยั่งยืนได้นั้นจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่จัดฉากให้ชาวโลกเขาเห็นว่าเราสามัคคีกัน หมายความว่าเราจะต้อง
ขจัดความรู้สึกที่เป็นมูลเหตุของความรุนแรง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึก นึกคิดเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์สร้างความรุนแรงขึ้นมา
ถ้าว่าตามหลักการทางพระพุทธศาสนาตัวการสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ อหังการ มมังการ ที่เกิดจากตัวอุปทาน ได้แก่ความยึดติดว่าเป็นเรา ของเรา
นำไปสู่มิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด กลายเป็นการมองค่าของบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนต่ำหรือไร้ค่า
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือการยกพวกตีกันของนักเรียนอาชีวะ เพียงมองว่าคู่อริไม่ใช่พวกตน เพราะสังกัดอยู่คนละโรงเรียนเท่านั้นเอง
เราต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ คือการสร้างแนวคิดที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องเริ่มจากการมองมนุษย์แบบเชื่อมโยง หมายถึง การมองชีวิตที่ไม่ได้แยกจากตัวเรา
ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิเช่น มองว่าถ้าเราเป็นสุข คนอื่นต้องเป็นสุขด้วย
ถ้าคนอื่นเป็นทุกข์เราก็จะพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เช่น เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในจังหวัดภาคใต้
ผลกระทบที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจของไทย รายได้ที่ได้จากนักท่องเที่ยวลดน้อยลง สินค้าขายไม่ได้ การว่างงานเกิดขึ้น
อย่าลืมว่ารัฐบาลต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปเพื่อพัฒนา ในช่วงที่เกิดความรุนแรงขึ้น เงินเหล่านั้นก็คือเงินภาษีของประชาชนทุกคน
หรือ การมองมนุษย์แบบเสริมค่า หมายถึง การมองมนุษย์เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเรา เป็นการมองแก่นแท้ของมนุษย์ ไม่ว่าเขากับเราจะมีความแตกต่างกันในเรื่องใดก็ตาม
เป็นการมองมนุษย์แบบไม่มีอคติ คือเราจะต้องพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ ด้วยใจเป็นกลาง แต่ต้องใช้เหตุผลและใจที่เป็นกลางพิจารณาด้วยความรอบคอบ เป็นเรื่องสากลที่ทุกคนต้องหาวิธีการให้มวลมนุษย์เห็นความจริงข้อนี้ร่วมกัน
มนุษย์ผู้รักสันติภาพทุกคน ต้องช่วยกันในฐานที่เป็นมนุษย์ ทั้งในแง่ของการมีนับถือศาสนาที่ถูกต้องและมีเสรีภาพในการยอมรับนับถือโดยบริสุทธิ์ใจ
แม้ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ จะดำเนินไปบนกระบวนการความเชื่อในหลักสันติภาพสากลที่ยังมีความรุนแรงอยู่ และแม้ทิศทางการแก้ไขปัญหายังเป็นเรื่องที่ยังไร้ทิศทางทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการชนิดต่างคนต่างทำก็ตาม.
ตีพิมพ์วันที่ 20 สิงหาคม 2552
หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
คอลัมน์ Opinion, Analysis and comment หน้าที่ 4
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)