วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
หากมองในฐานะชาตินิยมที่เป็นคนไทย คงมีความรู้สึกเหมือนๆกัน เวลาฟังข่าวความรุนแรงชายแดนใต้ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิม แต่นับจากวันนั้นจึงถึงวันนี้ก้าวผ่านห้าปีกว่าแล้ว ความรุนแรงและความสูญเสียก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดน้อยลงหรือหมดหายไป แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเดินมาถูกทางแล้วก็ตาม
ปัญหาความรุนแรงและสร้างความสะเทือนใจมากครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของไทย
ไม่ว่าจะเป็นโจมตีฐานที่ตั้งของตำรวจทหาร การฆ่ากันตามรายวันทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู ผู้พิพากษา หมอและประชาชน แม้กระทั่งพระสงฆ์ โต๊ะครู ศาสนาสถานทั้งโบสถ์และสุเหร่า ต่างก็ถูกรบกวนพอๆ กัน ไม่มีข้อยกเว้น
มูลเหตุของความรุนแรงมาจากเรื่องใดกัน? หรือว่าแนวคิดที่แตกต่างกัน ข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน อำนาจ และผลประโยชน์จะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้จริงๆ
แนวคิดเรื่องสันติภาพตามแนวทางอิสลาม จะช่วยทำให้เหตุผลข้างต้นนั้น มีช่องว่างน้อยลงหรือหมดไป ได้หรือไม่?
หากพิจารณาอย่างดีแล้วจะพบว่าศาสนาอิสลามเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่ไม่ต้องการให้คนใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะหลักการอิสลาม คือ
อิสลามมีหลักการเรื่องสันติภาพ ปรากฏในคำว่า “อิสลาม” ที่มาจากคำว่า “อิสละมะ” เป็นภาษา อารับเช่นเดียวกับคำว่า “มุสลิม” ที่มาจากคำว่า “ซะลิมะ หรือ ซะละมุน” แปลว่า สันติ การนอบน้อม การยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
อิสลามถึงว่า การนอบน้อม มอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ (ซุบอานะฮูวะตาอาลา) แต่พระองค์เดียวอย่างสิ้นเชิงเพื่อความสันติ
อิสลามมีหลักเมตตา(ความรัก) และการให้อภัย ปรากฏในพระคุณสมบัติของ อัลลอฮฺ ดังข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 39 โองการที่ 53 ความว่า
“จงอย่าท้อต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้อภัยในความผิดทั้งมวล
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัย ทรงเมตตาเสมอ”
ข้อความนี้บ่งชัดว่าความรักและการให้อภัยเป็นพระคุณสมบัติของอัลลอฮฺที่มุสลิมจะต้องมี
ถ้ามองในแง่นี้ก็เท่ากับว่า อัลลอฮฺทรงสอนให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและถ้าเกิดการกระทบกระทั่งกัน หนทางที่จะยุติความรุนแรงได้ก็คือความรักและการให้อภัยกัน
อิสลามมีหลักการไม่สนับสนุนการรุกรานและยึดหลักการผ่อนปรนเพื่อสันติ ดังข้อความว่า
“ให้ (มุสลิม) พยายามรักษาสันติภาพให้ดำรงอยู่ อย่ายั่วยุให้เกิดความเกลียดชังกัน
การต่อสู้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ถูกต้องและเพื่อประโยชน์แห่งการพิทักษ์รักษาความเชื่อใน พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
ให้ปฏิบัติต่อศัตรูด้วยความยับยั้งชั่งใจ พระผู้เป็นเจ้าไม่ชอบการกระทำที่เกินขอบเขต
ห้ามกระทำการทารุณโหดร้าย ให้ป้องกันแก่ผู้ที่ยอมแพ้”
ในคัมภีร์อัล-กรุอานบทที่ 2 โองการที่ 160 ยังได้กล่าวไว้อีกว่า “จงต่อสู้ในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าต่อพวกที่ทำร้ายเจ้า แต่อย่าเริ่มแสดงความเป็นศัตรู แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าไม่รักผู้รุกราน และถ้าเขา (ศัตรู) โน้มน้าวมาทางสันติ เจ้าจงยอมผ่อนปรน และไว้ใจพระผู้เป็นเจ้า”
จะเห็นว่า ศาสนาอิสลามก็เป็นศาสนาที่เน้นเรื่องสันติภาพ และเป็นแนวทางที่มุสลิมต้องยึดถือปฏิบัติ
สันติภาพคือหนทางของพระผู้เป็นเจ้า เป็นหนทางที่จะนำมนุษย์ไปสู่สันติภาวะที่แท้จริงในโลกอาคิรัดหรือปรโลกในอาณาจักรของพระองค์
แต่การรุกราน การใช้ความรุนแรงทุกประการน่าจะเป็นเรื่องที่ทำลายวิถีทางแห่งสันติภาพของพระผู้เป็นเจ้า และไม่น่าจะได้รับรางวัลเพื่อเข้าถึงสันติภาพในอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์
ธรรมดาชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาอาจมีความแตกต่างกันอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น รูปร่างหน้าตา ภูมิปัญญา
แต่สิ่งที่มนุษย์มีเหมือนกันก็คือค่าแห่งความเป็นมนุษย์ นั่นหมายความว่าเราต้องเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้ด้วยเช่นกันคือ
คุณค่าที่ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิต ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกป้องชีวิตของตน ไม่ให้ใครมาทำลาย เบียดเบียน ข่มเหง รังแก หรือแสวงหาผลประโยชน์จากชีวิตของตน
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปล่วงละเมิดชีวิตของคนอื่น ดังนั้น ศาสนาจึงมีบทบัญญัติห้ามมนุษย์ล่วงละเมิดชีวิตของกันและกัน
ทุกชีวิตมีค่า การส่งเสริมค่าของชีวิตทั้งของตนและผู้อื่นในทางที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามถือว่าเป็นความดี
ความเชื่อที่ว่าการทำลายชีวิตก็เท่ากับเป็นการทำลายค่าของมนุษย์ เป็นเรื่องที่ทุกศาสนามองว่าเป็นความชั่วซึ่งมีผลเป็นความชั่วตอบแทนทั้งในชีวิตนี้ และชีวิตหลังความตาย
การสร้างสันติภาพให้ยั่งยืนได้นั้นจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่จัดฉากให้ชาวโลกเขาเห็นว่าเราสามัคคีกัน หมายความว่าเราจะต้อง
ขจัดความรู้สึกที่เป็นมูลเหตุของความรุนแรง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึก นึกคิดเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์สร้างความรุนแรงขึ้นมา
ถ้าว่าตามหลักการทางพระพุทธศาสนาตัวการสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ อหังการ มมังการ ที่เกิดจากตัวอุปทาน ได้แก่ความยึดติดว่าเป็นเรา ของเรา
นำไปสู่มิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด กลายเป็นการมองค่าของบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนต่ำหรือไร้ค่า
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือการยกพวกตีกันของนักเรียนอาชีวะ เพียงมองว่าคู่อริไม่ใช่พวกตน เพราะสังกัดอยู่คนละโรงเรียนเท่านั้นเอง
เราต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ คือการสร้างแนวคิดที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องเริ่มจากการมองมนุษย์แบบเชื่อมโยง หมายถึง การมองชีวิตที่ไม่ได้แยกจากตัวเรา
ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิเช่น มองว่าถ้าเราเป็นสุข คนอื่นต้องเป็นสุขด้วย
ถ้าคนอื่นเป็นทุกข์เราก็จะพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เช่น เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในจังหวัดภาคใต้
ผลกระทบที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจของไทย รายได้ที่ได้จากนักท่องเที่ยวลดน้อยลง สินค้าขายไม่ได้ การว่างงานเกิดขึ้น
อย่าลืมว่ารัฐบาลต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปเพื่อพัฒนา ในช่วงที่เกิดความรุนแรงขึ้น เงินเหล่านั้นก็คือเงินภาษีของประชาชนทุกคน
หรือ การมองมนุษย์แบบเสริมค่า หมายถึง การมองมนุษย์เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเรา เป็นการมองแก่นแท้ของมนุษย์ ไม่ว่าเขากับเราจะมีความแตกต่างกันในเรื่องใดก็ตาม
เป็นการมองมนุษย์แบบไม่มีอคติ คือเราจะต้องพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ ด้วยใจเป็นกลาง แต่ต้องใช้เหตุผลและใจที่เป็นกลางพิจารณาด้วยความรอบคอบ เป็นเรื่องสากลที่ทุกคนต้องหาวิธีการให้มวลมนุษย์เห็นความจริงข้อนี้ร่วมกัน
มนุษย์ผู้รักสันติภาพทุกคน ต้องช่วยกันในฐานที่เป็นมนุษย์ ทั้งในแง่ของการมีนับถือศาสนาที่ถูกต้องและมีเสรีภาพในการยอมรับนับถือโดยบริสุทธิ์ใจ
แม้ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ จะดำเนินไปบนกระบวนการความเชื่อในหลักสันติภาพสากลที่ยังมีความรุนแรงอยู่ และแม้ทิศทางการแก้ไขปัญหายังเป็นเรื่องที่ยังไร้ทิศทางทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติการชนิดต่างคนต่างทำก็ตาม.
ตีพิมพ์วันที่ 20 สิงหาคม 2552
หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
คอลัมน์ Opinion, Analysis and comment หน้าที่ 4