วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com
ภายใต้กระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกด้านค่านิยมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้โลกธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วยจึงถือเป็นความจำเป็นของพลเมืองโลก โดยเฉพาะพลเมืองอาเซียนที่จะต้องติดตามและทำความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพการแข่งขันที่รุนแรง
เป็นความจริงที่สภาพการณ์ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก องค์กรทางธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมักจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ มีความพร้อมทางทรัพยากรมากกว่ากิจการของประเทศซึ่งเป็นกิจการที่มีขนาดเล็กกว่า
การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเผชิญกับการแข่งขันธุรกิจจากต่างประเทศ การปรับเปลี่ยนธุรกิจของไทยจากภายในประเทศออกไปสู่ต่างประเทศ
แนวโน้มการดำเนินธุรกิจจากต่างประเทศในประเทศไทยก็จะมีมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ
รัฐบาลได้แถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและนโยบายด้านการต่างประเทศ ในการที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนผ่านการจัดตั้งประชาคมอาเซียน
ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียนและปฏิญญาแผนงานจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่นในอาเซียน เสริมสร้างอำนาจต่อรองการค้า ลดอุปสรรคการค้า การลงทุนในตลาดสำคัญๆ ตลอดจนจัดให้มีความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่ออำนวย ความสะดวกในด้านการค้า การลงทุนซึ่งจะเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะยาว
ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายหลักที่ไทยถือว่าอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย แต่หากประเทศไทยไม่เอางานเอาการ จะทำให้อาเซียนเปลี่ยนแกนไปที่อินโดนีเซียและเวียดนาม ยิ่งตอนนี้อินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศสุดยอด 20 ประเทศ ขณะที่ 3 ประเทศอินโดจีนที่มีเวียดนามเป็นแกนนำ โดยมีพม่าเข้ามาร่วมด้วยก็ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น จึงเหลือแต่ประเทศไทยที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว ซึ่งน่าคิดว่าประเทศไทยต้องการอาเซียนมากกว่าที่อาเซียนจะต้องการประเทศไทย
สิ่งที่ประเทศไทยต้องคิดให้มากก็คืออาเซียนมีมวลสมาชิกที่มีความแตกต่างกัน การทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
สิ่งกีดขวางสำคัญคือ ทำอย่างไรให้รับรู้ว่าอาเซียนมีความสำคัญสำหรับทุกประเทศและประชาชน ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว
ยิ่งหากพิจารณาคำประกาศของการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียนครั้งที่ 6 ที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายคือการรวมอาเซียนกับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนเข้าเป็นหนึ่งเดียว ทั้งด้านรวมความร่วมมือ และก้าวหน้าร่วมกัน ทั้งผู้นําประเทศอาเซียนกับ CEO ของบริษัทจีนและประเทศอาเซียน ซึ่งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2010 จนถึงปี 2015
โดยจะครอบคลุมถึงประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เกิดการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อํานวยประโยชน์แก่กัน จะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตการเงินโลก ธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน จึงมาพร้อมกับความต้องการของการแสการพัฒนาในยุคปัจจุบันอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
อนาคตสถานะของไทยในอาเซียน ภายใต้ภาวการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่แบ่งเป็น 3 ก๊กคือเสื้อแดง เสื้อเหลืองและเสื้อน้ำเงิน อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งอาเซียน เพราะรัฐบาลมีอายุอยู่ไม่ยืด อย่างที่ประเทศอิตาลีเคยถูกเรียกว่าเป็นคนป่วยแห่งยุโรป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว ก็ได้
แต่หากมองมุมบวกก็อาจถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จาก 3 ปัจจัยคือ 1.ไทยเป็นประธานอาเซียน 2.การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน 1 ปีครึ่ง ซึ่งนานกว่าที่ประเทศอื่นเคยเป็น เพราะอาเซียนหวังใจว่าไทยจะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งได้ และ 3.การดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
ประเทศไทยได้แปลงโอกาสให้เป็นวิกฤต ทั้งๆ ที่โอกาสเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าที่จะมีโอกาสเป็นประธานอาเซียนอีกครั้งคือ 10 ปีข้างหน้า
ขณะนี้ประเทศไทย อยากปักเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม หลังจากที่เคยปักหลักเสาเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจมาแล้ว ที่สำคัญคือได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียนสำเร็จแล้ว เราสามารถปักหลักสังคมในอาเซียนได้
การเร่งสร้างธรรมาภิบาลด้านธุรกิจของภาครัฐและเอกชนนับเป็นอีกเรื่องเร่งด่วน ในการเป็นหลักประกันมาตรฐานจริยธรรมสากล เมื่ออาเซียนกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจร่วมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่อยู่ๆ จะเสกให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ดร.วรภัทร โตธนะเกษม กล่าวว่าจริยธรรมธุรกิจเป็นสิ่งที่สอนกันได้ไหม และหากสอนกันได้จะสอนกันอย่างไร เพราะอเมริกา ประเทศต้นแบบของหลักสูตรการศึกษา MBA ของโลก สอนวิชาจริยธรรมธุรกิจกันแบบเอาเป็น เอาตาย มานานนม แต่วิกฤตการณ์การเงินของโลกก็เริ่มจากอเมริกาและเป็นผลมาจากความละโมบของนักธุรกิจการเงินอเมริกัน
สะท้อนว่า สังคมไทยแม้ต้องการคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม แต่ก็ยากที่จะสมบูรณ์ในเวลาที่รวดเร็ว เช่นเดียวกับบริษัทที่จะมีธรรมาภิบาลอย่างสมบูรณ์ และได้รับการจัดอันดับระดับโลกอย่างบริษัท ปตท. นั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่จะสร้างได้ง่ายๆ
และยิ่งหากรัฐบาลล้ม สังคมแตกแยก อาจเป็นชนวนผลักไทยเป็นประเทศป่วยแห่งอาเซียน ธุรกิจของประเทศที่ต้องกระโจนเข้าสู่กรอบการค้าและภาษีศุลกากรแบบตลาดเดียว ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน ด้วยหวังแค่เพียงจะใช้หลักธรรมาภิบาลสากลเป็นเกราะกำบัง อาจถึงจุดจบในเวลาอันใกล้นี้ก็อาจเป็นได้ หากยังไม่แยแสกับยุทธศาสตร์ในอีกทศวรรษข้างหน้า.
ตีพิมพ์ : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ฉบับวันที่ 1 มกราคม 2553