วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

จับตาสันติสุข-ปีเสือ : ปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่การเจรจ

วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่มีต่อคณะเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ระหว่างเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตร โดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ความตอนหนึ่งว่า “....ระยะนี้บ้านเราเรียกว่าบ้านเมืองกำลังล่มจม ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ไปอย่างไร เรารู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยกำลังล่มจม แต่พวกท่านจะทำให้ไม่ล่มจมได้....” นั้น

แม้จะทำให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใส่เกล้าใส่กระหม่อมฯ โดยเฉพาะเรื่องของการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ตนคิดว่าถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหายากๆ ก็แก้ได้

ต่อข้อถามที่ว่า แล้วรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนที่จะช่วยกันร่วมมือ เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองมีปัญหา ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ก็ต้องช่วยกันแก้ไข ในส่วนของรัฐบาลพยายามขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขทุกปัญหาอยู่แล้ว ถือเป็นแนวทางที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องช่วยกันทุกฝ่าย

หลายฝ่ายจึงมีข้อสังเกตตรงไปที่คำว่า ต้องช่วยกันทุกฝ่าย นั้น ทุกฝ่ายในที่นี้ ซึ่งมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมีความเข้าใจที่สามารถสื่อสารกันได้ทั่วถึงเพียงไร ที่จริงนั้นธรรมาภิบาลมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการประเทศอยู่แล้ว เพราะธรรมาภิบาล(Good Governance) เป็นเรื่องของจริยธรรม ความดีงามและความถูกต้อง อันประกอบด้วยความโปร่งใส นิติธรรม ความรับผิดชอบ ความเสมอภาค คุณธรรม ความคุ้มค่า และการมีส่วนร่วม

องค์การสหประชาชาติ กำหนดหลักการของธรรมาภิบาลไว้ 8 ข้อ มีดังนี้

1.การมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของสมาชิกทั้งชายหญิงคือการตัดสินใจที่สำคัญในสังคมและสร้างความสามัคคีให้เกิดกับประชาชน การมีส่วนร่วมสามารถทำได้โดยอิสระไม่มีการบังคับ สมาชิกเต็มใจให้ความร่วมมือด้วยตนเอง หรือมีส่วนร่วมผ่านหน่วยงาน สถาบันหรือผู้แทนตามระบอบประชาธิปไตย
2.การปฏิบัติตามกฏ ธรรมาภิบาลต้องการความถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ลำเอียง มีการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมกับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน ทุกคนในสังคมอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายเดียวกัน

3.ความโปร่งใส ความโปร่งใสเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาการทุจริตและคอรัปชั่นได้ทั้งในภาครัฐและเอกชน สื่อจะเข้ามีบทบาทอย่างมากในการตรวจสอบและรายงานผลงานดำเนินงานโดยการนำเสนอข่าวสารให้แก่สังคมได้รับทราบ

4.ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบเป็นการพยายามให้คนทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในการทำงาน กล้าที่จะตัดสินใจและรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจนั้นๆ

5.ความสอดคล้อง ความสอดคล้องต้องกันเป็นการกำหนดและสรุปความต้องการของคนในสังคม ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมาก โดยพยายามหาจุดสนใจร่วมกันและความต้องการที่สอดคล้องต้องกันของสังคมมาเป็นข้อปฏิบัติเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม การจะพัฒนาสังคมได้ ต้องทราบความต้องการที่สอดคล้องต้องกันของสังคมนั้นๆ ด้วยวิธีการเรียนรู้ วัฒนธรรมของสังคมนั้นๆก่อน

6.ความเสมอภาค ความเสมอภาคเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับจากรัฐบาล ทั้งการบริการด้านสวัสดิการ ตลอดจนสาธารณูปโภคด้านอื่นๆ

7.หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นวิธีการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ โดยการผลิตและจำหน่ายเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือการใช้ทรพยากรให้ได้ประโยชน์สูงที่สุดต่อมวลมนุษยชาติ โดยมีการพัฒนากระบวนการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

8.การมีเหตุผล การมีเหตุผลเป็นความต้องการในทุกสังคม ประชาชนทุกคน ต้องตัดสินใจและความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วยเหตุด้วยผลที่สมเหตุสมผล การมีเหตุผลไม่สามารถกระทำได้ถ้าปราศจากการปฏิบัติตามกฎหมายและความโปร่งใส

ทำอย่างไรจึงถือว่ามีธรรมาภิบาลนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนอกจากทุกฝ่ายจะยึดธรรมาภิบาลเป็นแกนกลางในการดำเนินการแล้ว จะต้องปฎิบัติตามกฎหมาย ต้องเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม โดยไม่ไปเบียดเบียนฝ่ายใด ประเทศที่มีธรรมาภิบาล ย่อมไม่เอาเปรียบ ไม่ฉ้อโกง ไม่เอาเปรียบ และมุ่งทำลายกันไม่ว่าด้วยทางตรงหรือทางอ้อม

ธรรมาภิบาลการปกครองประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องสิ่งสำคัญที่นักการเมืองในฐานะผู้ปกครอง ต้องยึดไว้อย่างยิ่ง แต่ที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็คือ ทั้งฝ่ายปกครองและผู้ถูกปกครองนั้น ใส่ใจหลักธรรมาภิบาลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเพียงเท่านั้น ความเสมอภาคก็เลยกลายเป็นเหมือนตบมือข้างเดียวมาตลอด

หากยังไม่สามารถปัดเป่าข้อสงสัยในการใช้หลักธรรมาภิบาลที่ไม่เป็นธรรมของอีกฝ่ายหนึ่งไปได้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เดินผ่านความยากลำบากในเหตุการณ์นี้ไปได้ แม้ว่าธรรมาภิบาลมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพสู่ประชาชน โดยมุ่งให้ผู้บริหารสามารถปฏิบัติงานได้บรรลุตามเป้าหมาย แต่ก็ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ต่อแนวทางการใช้อำนาจในการดำเนินงาน

ธรรมาภิบาลเป็นเสมือนเครื่องมือในการพัฒนาขีดความสามารถ โดยมีการส่งเสริมบทบาทให้เกิดการทำงานที่ปราศจากการคอร์รัปชั่นหรือการไม่นำผลประโยชน์ของสาธารณะมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีกระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใส มีกฏ กติกาในการบริหารงาน

แม้ธรรมาภิบาล เป็นเครื่องมือในการที่ให้ประเทศชาติเกิดความโปร่งใสในการทำงาน และเป็นระบบขั้นตอน ขึ้นก็ตาม แต่การไม่ปฏิบัติตามธรรมาภิบาลก็ทำให้เกิดความวุ่นวายได้เช่นกัน ปรากฏการณ์เหลือง แดง และน้ำเงิน ปะทะกันนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่สะท้อนถึรงเรื่องนี้ได้ดี

ทั้งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ทั้งแกนนำคนเสื้อแดงออกมาให้ความเห็นว่า คนเสื้อแดงมีหน้าที่ในการน้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติแต่คนที่ควรจะน้อมรับมากกว่าบุคคลอื่นคือรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำให้ประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมไม่มีความเป็น 2 มาตราฐาน กลับไปจุดของความเสมอภาคเท่าเทียมกันก็จะสามารถลดข้อขัดแย้งลงได้ไม่ยาก

2 มาตราฐาน ความเสมอภาค นั้น หาดูได้ไม่ยาก หากเคยติดตามรายการมวยปล้ำทางยูบีซี สังเกตให้ดีๆ จะเห็นกรรมการที่เป็นผู้ตัดสิน เขามีวิธีการจับฝ่ายหนึ่ง แล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทืบ นั่นแหละ ใช่เลย?

2 มาตราฐาน คือความไม่เสมอภาค ซึ่งที่จริงอาจยังไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ หรือหากจะมีจริง ความเสมอภาคที่แท้จริงก็อาจเป็นความตาย ดังที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Death is the great leveler
ดังนั้น ที่รัฐบาลส่งสัญญาณให้สภาผู้แทนราษฎรสนองรับสั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยการให้ความร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยการสนับสนุนกฎหมายที่มีความยุติธรรมและเป็นธรรมเพื่อให้ฝ่ายบริหารใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการจ้องตบมือข้างเดียวให้ดังไปทั่วสังคมก็ได้

การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายนำทุกปัญหาเข้ามาสู่ระบบรัฐสภา เพื่อใช้กลไกลนิติบัญญัติแก้ไขความขัดแย้งในแต่ละเหตุการณ์ๆ นั้น แม้จะมองว่าเป็นที่ควรให้เป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยก็จริง แต่เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจราแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายปรารถนาในโอกาสที่เหมาะสมนั้น ผู้นำ ต้องตระหนักอย่างรอบด้านเพื่อให้ผู้มีความคิดเห็นต่าง ยอมรับความเที่ยงของกลไกที่นำมาใช้

ไม่เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นปีเสือ’2553 ที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ หรือปีใดๆ ก็ตาม คาดว่าความวุ่นวายก็ยังไม่จบและยังคงมีให้เห็นต่อไป และสันติสุขยังเป็นสิ่งที่ต้องรอกันต่อไปอีก

คำถามที่สังคมไทยต้องค้นหาคำตอบร่วมกันก็คือ มันยาวนาน และมากเกินพอแล้วหรือยัง?.

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 29 ธันวาคม 2552