วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com
แม้ว่าเทศกาลสอบ O-NET และ V.NET ของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 และ ม.3 จะเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (2-6 ก.พ.53) แต่คล้ายๆ กับว่าฤดูกาลเก็บแปะเจี๊ยะก็กำลังเกิดขึ้นเช่นกัน แม้ว่ารัฐมนตรีป้ายแดงอย่างนายชินวรณ์ บุณยเกียรติจะกล่าวยืนยันว่าการรับนักเรียนปีนี้ผู้ปกครองสบายใจได้
ต่อกรณีที่ว่าเด็กทุกคนต้องมีที่เรียนลั่นต้องไม่มีแปะเจี๊ยะ ระบุเรียน ร.ร.ทั่วไปก็มีสิทธิเข้ามหาวิทยาลัย เหมือน ร.ร.ดัง ให้ร.ร.ที่แข่งขันสูงต่อยอดเปิด ร.ร.คู่ขนาน พร้อมหนุน ร.ร.เอกชนมีสัดส่วนรับเพิ่มขึ้น พร้อมกับออกมาส่งเสียงแนะครูปรับกระบวนการสอนอย่ายัดเยียดแต่เนื้อหา ให้เน้นกระบวนการใช้ชีวิต เปลี่ยนค่านิยมหลงแต่ใบปริญญา ตามสายเลือดคนเคยเป็นครูเก่าก็ตาม
แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสิ่งที่รัฐมนตรีอย่างนายชินวรณ์ ยืนยันเรื่องการรับนักเรียนปีนี้ทุกคนมีที่เรียน ลั่นแปะเจี๊ยะจะไม่เกิดขึ้น
การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวมอบนโยบายการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2553 ผ่านการถ่ายทอดสดทางช่อง 9 อสมท. ที่แม้ว่าท่านเองจะบอกว่าได้มอบให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ทำความเข้าใจกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังแต่ละโรงเรียนไปจนถึงผู้ปกครองว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปีนั้น ไม่ใช่การแจกหนังสือ แจกอุปกรณ์การเรียน
หากแต่เป็นเรื่องสวัสดิการที่นำไปสู่เข้าการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน เพื่อความเสมอภาค และโรงเรียนต้องเป็นฐานจัดการอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ในอนาคตอยากให้ทุกภาคส่วนมีส่วนในการเข้ามาสนับสนุนส่งเริมการศึกษาให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังขาดการระดมทุนเพื่อการศึกษาอยู่
อย่างไรก็ตาม ตนจะเร่งรัดในการออกกฎหมายเพื่อมารองรับในการเชิญชวนประชาชน มาลงทุนด้านการศึกษา “เราอยากระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองที่มีความพร้อมเท่านั้น โดยในปีนี้อยากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ผมอยากเห็นกระบวนการระดมทรัพยากรในการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าหากโรงเรียนใดสามารถแสวงหาผู้ปกระกอบการ หรือภาคส่วนใดสามารถช่วยเหลือ สนับสนุนด้านการศึกษาได้เหมือนการมาทำบุญเพื่อให้การศึกษาบรรลุเป้า ทางกระทรวงศึกษาฯ ยินดีจะเชิดชูเกียรติให้
นายชินวรณ์กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายการรับนักเรียนในปีนี้ 2553 นั้น ตนอยากให้ผู้ปกครองสบายใจได้ว่า นักเรียนทุกคนต้องมีที่เรียน และต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน หากนักเรียนตั้งใจที่จะเรียนจริงๆ ก็จะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ก็ต้องสร้างค่านิยมใหม่ที่ไม่ใช่การยึดติดแต่โรงเรียนชื่อดัง
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ตนจะเน้นย้ำว่าทุกสถานศึกษาต้องไม่มีแป๊ะเจี๊ยะเกิดขึ้น และได้ขอร้องไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนอย่ารับการช่วยเหลือเพื่อต่อรองในการเข้าเรียน
นายชินวรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงนั้นตนจะทำใน 3 เรื่อง คือ 1. จะเอาตัวเลขการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้เป็นเครื่องยืนยัน เพราะถึงแม้ว่านักเรียนจะไม่ได้ผ่านมาจากโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง ก็มีโอกาสได้เรียนต่อเท่ากัน
ทั้งนี้ก็มากจากการปรับกระบวนการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ที่เน้นให้เด็กต้อง สนใจในชั้นเรียนมากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องเรียนกวดวิชา หรือเรียนโรงเรียนดีแล้วจะได้เข้ามหาวิทยาลัย 2.ต้องแนะแนวนักเรียนให้เข้าใจถึงโอกาสที่จะเรียนต่อ ไม่ใช่ว่าต้องมาอยู่ในโรงเรียนยอดฮิดเท่านั้น
ทั้งนี้จะมุ่งเน้นค้นหาอัจฉริยภาพของนักเรียน โดยให้ครูแนะแนวแนะนำทางเลือก ไม่ใช่เลือกตามค่านิยม แต่ให้เลือกตามความสามารถ ความถนัด 3.จะต่อยอดโรงเรียนที่แข่งขันสูง โดยสร้างโรงเรียนคู่ขนาน
ทั้งนี้จะสนับสนุนให้โรงเรียนเอกชน มีสัดส่วนรับนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ต่อไปนี้โรงเรียนเอกชนใดที่เปิดห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ดนตรี กีฬาหรือส่งเสริมความสามารถเด็กในแต่ละด้าน ศธ.จะสนับสนุนเป็นพิเศษ ซึ่งคิดว่าจะเป็นจุดขายของโรงเรียนเอกชนในอนาคตเพื่อแบ่งเบาภาระโรงเรียนที่แข่งขันสูงได้
นายชินวรณ์กล่าวด้วยว่า สำหรับวิธีจัดการกับสัดส่วนนักเรียนต่อห้องนั้น ในฐานะที่เคยเป็นครูมาก่อน ตนจะมองนอกกรอบเพราะเชื่อว่าบางชั้นเรียนจะมี 60 คน 50 คน 45 คน ก็สามารถสอนได้ ถ้าเด็กมีพัฒนาการที่ใกล้เคียงกัน
แต่บางชั้นเรียนที่มีเด็กพิเศษ เด็กที่ต้องส่งเสริมอัจฉริยภาพอย่างชัดเจนก็ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่อห้องที่น้อยลง
จากนี้ครูต้องสอนภายใต้การสอนแบบใหม่ เพราะที่ผ่านมาพยายามยัดเยียดแต่สาระการเรียนรู้ ต่อจากนี้ต้องเน้นกระบวนการใช้ชีวิต จึงอยากให้ครูเปลี่ยนกรอบความคิดตรงนี้ด้วย แต่ที่มากกว่านั้นการที่จะเปลี่ยนค่านิยม ไม่ให้คนเรียนในโรงเรียนยอดฮิต เรียนเพื่อใบปริญญาก็ต้องใช้เวลา
จากการศึกษาก็พบว่า ช่วงหลังผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มสนใจให้ลูกตัวเองมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยจะเน้นการเสริมทักษะด้านอื่นๆ อาทิเช่น ดนตรี กีฬา ไม่ใช่แค่พัฒนาด้านวิชาการอย่างเดียว เด็กจะได้ไม่สมองโต แต่หัวใจอ่อนแอ
สำหรับโครงการเดิมที่ทุกหน่วยงานดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ขอให้ดำเนินการให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยให้รวมพลังการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ โดยขอความร่วมมือทั้งในเรื่องของ
-การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ขอให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญในเรื่อง คุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วมทางการศึกษา และร่วมขับเคลื่อนโดยพร้อมเพรียงกัน
-โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเตรียมการให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้คุณภาพดีกว่าเดิม โดยยึดหลักภาคี 4 ฝ่าย ได้แก่ ครู กรรมการนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชนที่ต้องเข้ามาดูแล
-จัดตั้ง “โรงเรียนดีประจำตำบล” จะนำร่องเขตพื้นที่การศึกษาละ 1 โรงเรียน 1 ตำบล โดยคัดโรงเรียนในกำกับของชุมชน ให้มีภาคีระหว่างชุมชน อบต. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากนั้นจัดทำ MOU ร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงมหาดไทย และนายกเทศมนตรี โดยขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อร่วมกันจัดการศึกษา ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก และยุทธศาสตร์ในการลดภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
-พัฒนาการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจะทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงภาคใต้ โดยการพัฒนาปอเนาะให้เข้มแข็ง ปรับปรุงหลักสูตรการสอนศาสนาในโรงเรียน เพื่อจะใช้การศึกษาสร้างสันติสุขและสมานฉันท์
-สร้างแหล่งเรียนรู้ราคาถูกคือ กศน.ตำบล โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และ อบต. จะทำให้ครบทุกตำบลภายในปี 2553
-จัดทำโครงการ Teacher channel เพื่อการพัฒนาคุณภาพครู ให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่วนโครงการ Tutor channel ให้ทำต่อไปและให้นำไปไว้ในเว็บไซต์ด้วย
-สร้างขวัญและกำลังใจครู จะดำเนินการผลักดันพระราชบัญญัติเงินวิทยฐานะ ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ ขวัญกำลังใจให้เพี่อนครู จะจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู
-สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อให้สนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ โดยส่งเสริมให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาเป็นหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการองค์ความรู้
คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า นโยบายการพัฒนาการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการผู้ที่มาจากครูจริงๆ จะสามารถสานฝัน สร้างความเข้มแข็งสร้างความเป็นปึกแผ่น เพื่อผลักดันนโยบายการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ให้เกิดเป็นจริงเป็นจัง ภายใต้ร่มเงาเสมานี้ได้มากน้อยแค่ไหน
แต่ที่แน่ๆ หลังผ่านการสอบ O-NET /V.NET รอบนี้ผ่านไป แปะเจี๊ยะจะยังคงมีอยู่อีกหรือไม่ ต้องรอดูสักระยะ.
คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553