©วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com
พอจะกล่าวได้อยู่กระมั่งว่าสภาพสังคมไทยยังวุ่นวายจากการโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอดีตนายกฯทักษิณ แม้จะถูกเฝ้ามองจากสังคมว่ากำลังแปลงร่างจากความขัดแย้งเป็นความรุนแรงในระยะอันไม่นานนี้ก็ตาม ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทยมานานพอสมควร เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต
สวนดุสิตโพล สอบถามความคิดเห็นของเยาวชนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,279 คน แยกเป็นชาย 1,410 คน 43.00% หญิง 1,869 คน 57.00 %) สรุปผลได้ดังนี้
เยาวชนไทยมองสภาพสังคม โดยเฉพาะเจาะไปที่ประเด็นการเมืองไทยวันนี้อย่างไร ผลสำรวจทีได้ น่าเบื่อมีแต่เรื่องโต้เถียง/ขัดแย้งกัน/ขาดความสามัคคี 33.97%มุ่งแต่แก่งแย่งอำนาจ/เอาชนะคะคาน/ไม่ยอมลดรากัน 30.07%มีแต่คอรัปชั่น/ทุจริต/โกงกิน 24.18%ไม่สามารถเป็นแบบอย่างให้เยาวชนได้6.13% ไม่เจริญ/ไม่พัฒนา/ด้อยพัฒนา 4.48% อื่นๆ อาทิเช่น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่,ไม่อยากยุ่งเกี่ยว 1.17%
สิ่งที่เยาวชนไทย อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย ณ วันนี้ให้ดีขึ้น ผลสำรวจที่ได้คือ ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน/สามัคคี/ทำเพื่อชาติ/หยุดเอาชนะคะคานกัน 37.85% หยุดคอรัปชั่น/สร้างความโปร่งใส/ตรวจสอบทุจริตในอดีตโดยเร็ว 26.20% พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดเคลื่อนไหว/อยากให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 21.74% อยากให้รัฐธรรมนูญร่างเสร็จเร็วๆ /อยากให้มีการเลือกตั้ง 6.65%นักการเมืองไทยหยุดทำร้ายประเทศชาติและประชาชน 6.07% อื่นๆ อาทิเช่น อยากเห็นนักการเมืองหน้าใหม่,อยากให้ทหารจัดการให้เด็ดขาด 1.49%
สำนักเอแบคโพลล์ ได้ทำการสำรวจผลการวัดเรตติ้งความรู้สึกของสาธารณชนต่อสิ่งที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นตลอดปีใหม่นี้และนักการเมืองที่อยากให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ในสถานการณ์วิกฤตภาพลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาดังนี้ ผลการวัดเรตติ้งความรู้สึกของสาธารณชนต่อสิ่งที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นตลอดปีใหม่นี้ และนักการเมืองที่อยากให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ในสถานการณ์วิกฤตภาพลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจเอแบคเรียลไทม์โพลล์(Real-Time Survey) ที่เป็นการสำรวจสุ่มตัวอย่างจากฐานข้อมูลครัวเรือนประมาณ 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตามหลักสถิติการเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น จากนั้นทำการติดตั้งโทรศัพท์ให้กับตัวอย่างสำหรับตัวอย่างครัวเรือนที่ไม่มีโทรศัพท์พื้นฐาน
โดยในครั้งนี้สำรวจเรื่องผลการวัดเรตติ้งความรู้สึกของสาธารณชนต่อสิ่งที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นตลอดปีใหม่นี้และนักการเมืองที่อยากให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ ในสถานการณ์วิกฤตภาพลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้
โดยทำการสำรวจความรู้สึกนึกคิดและข้อเท็จจริงจากประชาชนทั่วประเทศใน 17 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี นนทบุรี ชลบุรี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา พังงา ตรัง และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 1,184 ครัวเรือน
ประเด็นที่พบว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นในปีใหม่นี้ 5 อันดับแรกคือ อันดับแรกหรือร้อยละ 50.2 อยากเห็นความรักความสามัคคีของคนในชาติ อันดับที่สองหรือร้อยละ 25.3 อยากเห็นบ้านเมืองมีความสงบสุข อันดับที่สามหรือร้อยละ 13.6 อยากเห็นคนในชาติอยู่ดีกินดีเศรษฐกิจดีขึ้น และรองๆ ลงไปคือ มีประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ และมีความยุติธรรมในสังคม
ส่วนสิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นในปีใหม่นี้ 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 42.4 ไม่อยากเห็นคนไทยแตกแยก ขาดความสามัคคีอันดับที่สองหรือร้อยละ 30.5 ไม่อยากเห็นปัญหาความรุนแรงทางการเมือง อันดับที่สามหรือร้อยละ 11.1 ไม่อยากเห็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศและรองๆ ลงไปคือไม่อยากเห็นปัญหาภัยธรรมชาติ และความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับสิ่งที่ประชาชนดีใจมากที่สุด ที่เห็นคนอื่นๆ ทำกันในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 53.9 ดีใจมากที่สุดที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันดับที่สองหรือร้อยละ 17.7 ดีใจที่สุดที่เห็นคนไทยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อันดับที่สามหรือร้อยละ 7.8 ดีใจที่สุดที่เห็นคนไทยแสดงความรักความสามัคคี ร้องเพลงชาติพร้อมเพรียงกัน และรองๆ ลงไปคือ ดีใจที่สุดที่เห็นคนไทยทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรม และแสดงพลังรักชาติ
นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนดีใจที่สุดที่ตนเอง ได้ประพฤติปฏิบัติในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 15.0 ดีใจที่ได้ทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรมในปีที่ผ่านมา อันดับที่สองหรือร้อยละ 14.8 ดีใจที่ดูแลรับผิดชอบคนในครอบครัว อันดับที่สามหรือร้อยละ 13.7 ดีใจที่สุดที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น และรองๆ ลงไปคือ ดีใจที่สุดที่ตนเองได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนคนไทยเสียใจที่สุด ที่เห็นคนอื่นทำกันในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ อันดับที่หนึ่งหรือร้อยละ 54.3เสียใจที่สุดที่เห็นความแตกแยก ไม่สามัคคีกันของคนในชาติ อันดับที่สองหรือร้อยละ 9.4 เสียใจที่สุดที่เห็นคนอื่นไปร่วมชุมนุมทางการเมือง อันดับที่สามหรือร้อยละ 5.6 เสียใจที่เห็นการทำร้ายร่างกาย ข่มขืนเด็กและสตรี และรองๆ ลงไปคือ เสียใจที่เห็นการทำผิดกฎหมาย และการทุจริต คดโกง
สำหรับสิ่งที่ประชาชนเสียใจที่สุด ที่ตนเองได้ทำในปีที่ผ่านมา 5 อันดับแรก คือ ร้อยละ 32.4 เสียใจที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เสียใจ รองลงมาคือร้อยละ 11.4 เสียใจที่ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว อันดับที่สามหรือร้อยละ 10.5 เสียใจที่ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ อันดับที่สี่หรือร้อยละ 10.0 เสียใจที่ตนเองสร้างความแตกแยก ขาดความสามัคคี และรองๆ ลงไปคือ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เบียดเบียนผู้อื่น โกหกหลอกลวงผู้อื่น และมั่วสุมอบายมุข เป็นต้น
แนวโน้มความสุขมวลรวม GDH ของคนไทยภายในประเทศประจำเดือนมกราคม 2553 และความตั้งใจจับจ่ายใช้สอยของคนไทยเชื้อสายจีนในช่วงตรุษจีนปีนี้
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน(Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR)เปิดเผยผลวิจัยเรื่องแนวโน้มความสุขมวลรวม GDH ของคนไทยภายในประเทศประจำเดือนมกราคม 2553 และความตั้งใจจับจ่ายใช้สอยของคนไทยเชื้อสายจีนช่วงตรุษจีนปีนี้ ตัวอย่างประชาชนใน 28 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สระบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครนายก สระแก้วชลบุรี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เลย หนองคาย กาฬสินธุ์ พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ อุทัยธานี สุโขทัย เพชรบูรณ์ สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานีและสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 5,570 ตัวอย่าง
ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 24-30 มกราคม 2553 เมื่อพิจารณาผลวิจัยแนวโน้มความสุขมวลรวมหรือค่า Gross Domestic Happiness, GDH ของคนไทยภายในประเทศในเดือนมกราคมปี 2553 ล่าสุดเปรียบเทียบกับช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว พบว่าค่าความสุขลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือจาก 7.26 ตกลงมาอยู่ที่ 6.52
ในการสำรวจครั้งนี้พบว่า ความสุขของคนไทยโดยภาพรวมทั้งประเทศที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ตกลงจากที่เคยสูงถึง 5.58 เหลือเพียง 4.06 เท่านั้น
นอกจากนี้ ค่าความสุขคนไทยที่น่าเป็นห่วงเกือบทุกตัวชี้วัด คือ ความเป็นธรรมในสังคมตกลงจาก 7.07 มาอยู่ที่ 5.19 สภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนตกลงจาก 7.09 มาอยู่ที่ 5.87 บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชนตกลงจาก 7.58 มาอยู่ที่ 6.67 บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวตกลงจาก 8.96 มาอยู่ที่ 8.01 และสุขภาพใจของประชาชนก็ตกลงจาก 7.96 มาอยู่ที่ 7.58 ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อจำแนกค่าความสุขมวลรวมของคนไทยตามภูมิภาค พบว่า คนกรุงเทพมหานครมีค่าความสุขต่ำที่สุดคือ 6.17 คนในภาคกลางได้รองสุดท้ายคือ 6.19
ส่วนประชาชนที่มีความสุขมวลรวมมากที่สุดคือคนในภาคเหนือได้ 7.37 และรองลงมาคือประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ 6.69 ส่วนประชาชนในภาคใต้ได้ 6.48
ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ และบรรยากาศความขัดแย้งของผู้ใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้กำลังลดทอนความสุขของประชาชนคนไทยลงไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ความสุขของประชาชนคนไทยเคยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและกระจายไปในทุกกลุ่มทั่วประเทศ
ผลสำรวจที่ได้สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อสอบถามเฉพาะกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ถึงความตั้งใจจะจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีน เรื่องการเซ่นไหว้ อั่งเปา และการท่องเที่ยว ซึ่งพบว่า ประชาชนคนไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 36.8 ระบุว่าเตรียมเงินไว้มากกว่าปีที่แล้วในการเซ่นไหว้ แต่ปัญหาการเมืองอาจทำให้เปลี่ยนใจ
คนไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 30.4 ระบุว่าเตรียมเงินไว้มากกว่าปีที่แล้วสำหรับค่า อั่งเปา แต่ปัญหาการเมืองอาจทำให้เปลี่ยนใจและคนไทยเชื้อสายจีนถึงร้อยละ45.8 ที่ตั้งใจจะใช้จ่ายเงินเรื่องท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าปีที่แล้ว แต่ปัญหาการเมืองอาจทำให้เปลี่ยนใจโดยผลสำรวจพบว่ามีไม่เกินร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ตั้งใจจะใช้จ่ายเงินในเรื่องเซ่นไหว้ อั่งเปา และการท่องเที่ยว น้อยกว่าปีที่แล้ว
ผ.อ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า มีอยู่สองเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับสังคมไทยในผลวิจัยชิ้นนี้คือ ความขัดแย้งของผู้ใหญ่ในสังคมที่เกี่ยวยงไปยังปัญหาทางการเมือง และความไม่เป็นธรรมในสังคมที่กำลังลดทอนความสุขของคนไทย โดยจะพบตัวชี้วัดความสุขของคนไทยเกือบทุกตัวลดลงโดยเฉพาะ บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและชุมชนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ความสุขต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง
จึงเสนอให้ผู้ใหญ่ในสังคมเคลื่อนไหวทางการเมืองกันอย่างสร้างสรรค์ แสดงภาพให้สาธารณชนเห็นถึงการจับมือร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศ แม้จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะอำนาจที่จะทำให้คนไทยจำนวนมากมีความสุข หรือทุกข์ก็อยู่ในการเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่เหล่านั้น
แต่ทางออกสำหรับประชาชนคือ การปรับตัวให้อยู่ได้ในทุกสถานการณ์ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเมื่อความแตกแยกตกลงมาอยู่ในครัวเรือน คนที่เป็นทุกข์ไม่ใช่นักการเมืองและคนที่เคลื่อนไหวให้เกิดความแตกแยก แต่กลับเป็นคนในครอบครัวและชุมชนมากกว่าที่เป็นทุกข์
ดังนั้น บรรยากาศความขัดแย้งของผู้ใหญ่แต่ละฝ่ายๆ ในสังคมไทยขณะนี้ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลดทอนความสุขของคนไทยในช่วงเทศกาล ไม่เช่นนั้น สภาพสังคมไทยปี 2010 คงไม่พ้นสภาพที่ว่ายังไม่ตายก็อยู่กันไป แบบเซ็งๆ เครียดๆ แบบที่เป็นๆ อยู่.
คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553