วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ประชาชาติประชาธิปไตย กับ การสถาปนาทุนนิยม ตอนที่ 2

©วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com

เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างและยาวนานพอสมควรในบางเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองไทย ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศที่ผ่านมานั้น การมีเสียงข้างมากเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะทำให้พรรคการเมืองทั้งหลายตระหนักในข้อนี้

จะเห็นได้ว่าการสิ้นสุดของพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพ หลังปี 2495 มาจนถึงการสิ้นสลายของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และพรรคพลังใหม่ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และไล่มาจนถึงพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และคงจะอีกหลายๆ พรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาชนมีความยากลำบากค่อนข้างมากในการคงอยู่

แม้ว่าในความหมายที่ว่าอำนาจอธิปไตยของประชาชน ประชาชนมีเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมแล้วในระบอบประชาธิปไตยอำนาจจะตกเป็นของประชาชน โดยประชาชนได้ตกลงร่วมกันจะมอบอำนาจให้กับผู้ปกครองหรือผู้แทน ซึ่งเมื่อได้มอบอำนาจให้กับผู้ปกครองหรือผู้แทนแล้ว

การมีหลักประกันว่าทำอย่างไรจะให้ผู้ปกครองหรือผู้แทนของตนไม่กระทำการใดๆ ก็ตามที่อาจจะละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะควบคุมให้ผู้ปกครองหรือผู้แทนทำการปกครองด้วยความเป็นธรรมและเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ผู้ปกครองหรือผู้แทนละเมิดประชาชนก็มีสิทธิที่ถอดถอนผู้ปกครองหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจไป ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตย นั้นอำนาจอธิปไตยจึงเป็นของประชาชน

ประชาธิปไตยคือเสรีภาพ ประชาธิปไตยก็คือให้ประชาชนเลือกตั้งตัวแทนมาปกครอง หลายคนอาจเข้าใจว่า ประชาธิปไตยคือ เสียงส่วนใหญ่ว่าไงก็ต้องว่าตามนั้น

ประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน การปกครองของประชาชน หมายถึงประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเป็นผู้ปกครองได้ทุกคน มีสิทธิ์เข้ารับการเลือกตั้งได้ทุกคน โดยประชาชนคือผู้ที่จะมาปกครองต้องมาจากการเลือกของประชาชน เพื่อประชาชนหมายถึง ผู้ปกครองต้องทำเพื่อประชาชน

การตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้ปกครองนั้นจึงต้องใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสิน แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตยทั้งหมด ผู้ปกครองเมื่อมาจากเสียงส่วนใหญ่แล้วก็ใช่ว่าจะจบแล้วรอให้ครบวาระแล้วค่อยมีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่ใช่ว่ามีอำนาจในมือแล้วจะทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ

หากผู้ปกครองจากเสียงส่วนใหญ่กระทำผิดเสียงส่วนน้อยก็จะเป็นฝ่ายตรวจสอบ และประชาชนที่อยู่ฝ่ายเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องคอยตรวจสอบผู้ปกครองที่ตัวเองเลือกมาด้วยเช่นกัน

หากผู้ปกครองกระทำสิ่งใดไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ผู้ปกครองนั้นก็ต้องมีสิทธิที่จะถูกตรวจสอบและลงโทษได้ หากพบว่าผิดจริง ก็มีสิทธิถูกถอดถอนได้

ประชาธิปไตย มาจากเสียงส่วนใหญ่แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่แปลว่าประชาธิปไตยเสียงส่วนน้อยไม่ใช่แปลว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือการยอมรับเสียงส่วนน้อยด้วย ประชาธิปไตยคือการมีเสรีภาพทางความคิด

เสียงไม่ว่าจะมาจากส่วนใหญ่หรือส่วนน้อย ทุกเสียงก็เป็นเสียงของปวงชนเฉกเช่นเดียวกันเมื่อถึงเวลาทุกเสียงก็มีสิทธิคนละเสียงเท่าเทียมกันเหมือนเดิม เสียงส่วนใหญ่หากอยู่ในหมู่คนไม่ดี ประชาธิปไตยนั้นก็เป็นประชาธิปไตยที่ถูกเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีตามไปด้วย

เหนือสิ่งอื่นใด ประชาธิปไตยที่แท้จริง แตกต่างได้ แต่ต้องไม่แตกแยก ซึ่งเป็นเสน่ห์ของระบอบนี้

คำถามคือคนในสังคมที่อยู่ตรงกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดๆ นั้น จะเลือกอยู่ในฝ่ายที่จะนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ สังคมที่ประชาชาตไทยมีเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ และได้รับการต้อนรับเสมอหน้า มีเกียรติภูมิเทียมกับอารยประเทศทั้งหลาย หรือจะเลือกยืนอยู่กับกลุ่มที่ต้องการให้สถานการณ์ กลับกลายเป็นตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่าทั้งฝ่ายที่ใช้เครื่องมือทุนนิยม และเครื่องมือสังคมนิยม จะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงว่าขณะนั้น เวลานั้น ระดับการผลิตของสังคม ระดับความก้าวหน้าทางวิทยาการ และความตื่นรู้ของสมาชิกสังคมอยู่ในระดับไหน แล้วจึงใช้เครื่องมืออย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงนั้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนของสังคมดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอย่างมากก็คือโลกแห่งการเมืองการปกครองของสังคมเราขณะนี้ ถือได้ว่าพัฒนาการมาไกลมากแล้วทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในยุคนี้ ทุกประเทศทั่วโลกต่างเข้าใจในมาตรฐานสากลเดียวกันของสังคมโลกแล้ว แม้ว่าโลกจะยังต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง ตามกรอบการต่อสู้แข่งขันในโลกระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ) 16 ก.พ. 2553