วรพรรณ อยู่นาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com
แม้จะเป็นที่ทราบกันทุกวงการว่าขณะนี้ สายตาทุกคู่ของคนไทยทั้งประเทศต่างจับจ้องไปยังวันที่ 26 ก.พ. ภายหลังคำตัดสินคดียึดทรัพย์ อะไรจะเกิดขึ้น บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร คนเสื้อแดงจะสร้างความปั่นป่วนขนาดไหน จะเกิดม็อบใหญ่โดยมีอดีตนายกฯทักษิณเป็นพลังขับเคลื่อนหรือไม่ แทบทุกทีขณะนี้มีแต่คำถามประเภทนี้ให้ได้ยินยามเจอะเจอกัน และยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้
ความจริงที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย รัฐบาลจะไปหรือไม่ อยู่ที่การแก้ปัญหาทุจริตเป็นหลัก ถ้าไม่สะสางก็จะล้มเหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา ที่ลงเหวเพราะเรื่องเหล่านี้ หากพิจารณาจากสถานการณ์ปกติ
มรสุมลูกนี้จึงน่าห่วงใยยิ่งสำหรับรัฐบาล เพราะฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใช้ประเด็นทุจริตล้มรัฐบาลเช่นกัน จากนั้นหากเสื้อแดงปิดบัญชีรัฐบาลไม่ลงในเดือน มี.ค. ก็จะชุมนุมใหญ่แก้ตัวขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง
ส่วนสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นไปตามคำทำนายว่าจะดำดิ่งอย่างที่อดีตนายกฯทักษิณทำนายไว้หรือไม่นั้น ปัจจัยหลักอยู่ที่ความเสี่ยงทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า ถ้าการเมืองวุ่น เกิดการจลาจล ป่วนเมืองของคนเสื้อแดงเหมือนที่กลุ่มตรงข้ามรัฐบาลส่งเสียงขู่ไว้ ครั้งนี้ประเทศลงเหวอีกรอบ
ที่จริงแล้ว วิกฤตการเมืองที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผชิญอยู่ แม้จะมีเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลเองประกาศแต่เริ่มบริหารประเทศว่าจะใช้แนวทางสมานฉันทน์เป็นหลักในการบริหารจัดการ และแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าไปมากเลยก็ตาม แต่กลับไม่เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนให้ความสนใจมากหนัก
หากแต่สิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ ให้น้ำหนักมากที่สุดขณะนี้กลับมีเพียงประเด็นทุจริตเท่านั้นที่ว่ากันว่าจะเป็นสาเหตุหลักในการโค่นรัฐบาลเอง ซึ่งหากนายกฯอภิสิทธิ์มีความเด็ดขาด กล้าจัดการเหมือนที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข หรือกรณีทุจริตชุมชนพอเพียง ก็ช่วยยืดอายุรัฐบาลได้
นายกฯอภิสิทธิ์จะมีภาวะผู้นำ จัดการกับปัญหาทุจริตในกระทรวงมหาดไทยและจีที 200 ได้เพียงใด ถ้าได้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันรัฐบาลที่ดีที่สุด ปัจจัยที่เหลือที่จะทำให้ประเทศเละเทะเป็นผุยผงหรือไม่ จึงไม่ใช่อยู่ที่อดีตนายกฯทักษิณเพียงประการเดียว
การใช้ความรุนแรงออกนอกกรอบกฎหมายเพื่อขับไล่รัฐบาลให้เร็ว โดยใช้คำพิพากษาคดียึดทรัพย์มาปลุกระดม คนที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแม้จะมีอยู่จริงตามสีต่างๆ ในสังคมก็ตาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงไม่ต้องการให้ประเทศถอยหลังเข้าคลองเช่นที่ผ่านมาเช่นกัน
ดังนั้น หากจะเคลื่อนไหวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สันติวิธี บนวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งก็แน่นอนคงตอบคำถามไม่ได้อีกเช่นกันว่า แล้วประชาชนคนธรรมดาจะได้อะไร
สิ่งที่หลายฝ่ายต้องระมัดระวังคือ หากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําเเหน่งทางการเมือง ที่จะรู้ดำรู้แดงในวันที่ 26 ก.พ. ไม่เป็นไปตามที่ทักษิณต้องการ นั่นคือไม่ได้รับความเป็นธรรม ในสายตาของอดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งอาจส่งผลให้คนเสื้อแดงลุกฮือป่วนประเทศได้นั้น สังคมไทยต้องช่วยกกัน
คำประกาศผ่านการวิดีโอลิงก์หัวข้อการเสวนา “ทิศทางประเทศไทย 2553” นับถอยหลังเพียง 4 วันสุดท้ายก่อนวันพิพากษาว่า “หากคิดจะบีบผมให้ตาย มันไม่มีตายหรอก และถ้ามาบอกว่า เอ็งต้องยอม ถูกยึดทรัพย์ ติดคุกให้หมด อย่างนี้ไม่จบ ถ้าจะมาบีบผมให้ตาย ขอบอกได้ว่า ปี 2553 ไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่เละตุ้มเป๊ะ” สำนวนที่พูด แม้ฟังแล้วจะไม่ค่อยมีหวังในเรื่องสันติแต่ก็ต้องมีสติเช่นกัน
วิเคราะห์ได้ว่า จุดยืนของอดีตนายกฯทักษิณยังเหมือนเดิม คือ ขอเจรจากับผู้มีบารมีเท่านั้น เพื่อเปิดทางไปสู่การนิรโทษกรรมทุกคดี มิฉะนั้นประเทศจะไม่มีทางสงบสุข
คำพูดที่ประวิตร โรจนพฤกษ์ แสดงความเป็นห่วงปนไปด้วยความกังวลก็คือ ศุกร์ที่ 26 กพ.53 นี้ ถ้าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผิดจริงแล้วควรทำอย่างไรต่อ ซึ่งหมายความว่าหากศุกร์นี้ถ้าคุณอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านแล้วพบว่าทักษิณ ชินวัตร โกงกินและผิดจริงโดยเห็นว่าศาลอธิบายได้ชัดเจนแล้ว คุณๆ ในฐานะเป็นคนไทยคงต้องร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรต่อด้วย
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ต้องทำความเข้าใจกับความซับซ้อนของข้อมูลในบริบทที่มากมาย ดังนั้น หากมองภาพใหญ่ตอนนี้ คดี 7.6 หมื่นล้านจึงเป็นเพียงกระจกสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ของสังคมไทย ที่ว่าด้วยปัญหาการไร้ความชอบธรรมของวิธีการแก้ปัญหาเรื่องปัญหาสิทธิและความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่กล้าแม้กระทั่งจะเอ่ยถึงในที่สาธารณะ หากไม่กล้าเรียกร้องให้สังคมมีมาตรฐานเดียวกัน
อาจเป็นไปได้หรือไม่ที่ต้นตอแห่งความอัดอั้นตันใจและความเครียดแค้นทางการเมืองของคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยจะคงยังครุกรุ่น รอการปะทุอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งที่สังคมกำลังขาดตอนนี้ไม่ใช่อารมณ์โกรธแค้นหรือการตัดสินอย่างแยกส่วน หากเป็นการมองภาพใหญ่ให้เห็นว่า ปัญหาวิกฤติการเมืองปัจจุบันมีมากกว่าเรื่อง เอาหรือไม่เอาอดีตนายกฯที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น
ทรัพย์ 7หมื่น 6 พันล้านบาท นั้น เป็นตัวเลขเกินฝันของมนุษย์ธรรมดาทั่วโลก แต่เป็นตัวเลขที่มีอยู่จริงสำหรับครอบครัวชินวัตร
หลังการขายธุรกิจให้กับบริษัทยักษ์ในสิงคโปร์ ครั้งนั้น ขณะที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์อย่างลิงโลดว่าเป็นการล้างมือในอ่างทองคำไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลับมาเป็นวิบากกรรมของเขา
ปรากฏการณ์พิทักษ์หรือยึดทรัพย์ครั้งนี้ คงจะไม่ใช่หน้าสุดท้ายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ว่ากันว่าไม่เคยห่างไกลจากการแย่งอำนาจในประเทศที่การเมือง คือความมั่งคั่ง ผู้ปราชัยย่อมต้องยอมรับการสูญเสีย
แต่อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ สังคมโดยวงกว้างได้รับรู้ว่า การมีคติว่า ฆ่าคนเพียงคนเดียว ความขัดแย้งทุกอย่างในประเทศก็จบ นั้น ไม่เคยมีอยู่จริงในโลกโดยเฉพาะโลกยุค 3 G สมัยที่ข่าวสารข้อมูลแรงจริงกว่าสิ่งใดๆ
สำหรับอนาคตการเมืองไทยนั้น คงเป็นสิ่งที่ลึกกว่าแค่ปัญหาผิวเผินระหว่างความขัดแยกของเสื้อสีต่างๆ ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง อยู่ที่การกระจายทรัพยากรและเงินตราของประเทศ ความรับรู้และเข้าใจประชาธิปไตยที่ต่างกัน
หวังว่าอนาคตประเทศไทยและชะตาคนไทยหลัง 26 กพ. นี้ผ่านไป ประเทศไทยและสังคมไทยยังคงจะมีทางออกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีได้
คอลัมน์ : การเมือง ทัศนวิจารณ์ ทัศนจากผู้อ่าน
เผยแพร่ที่ www.bangkokbiznews.com (กรุงเทพธุรกิจ)
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553